ปอกเปลือก Portofino

ตัวตายตัวแทนของ California T พัฒนาขึ้นเพื่อลบข้อสงสัยทางด้านสมรรถนะและประสิทธิภาพ

อะไรคือสิ่งที่ California T ทำให้บรรดาสื่อมวลชนทั้งหลายมีข้อกังขาเป็นอย่างมาก? เมื่อได้สัมผัสบางคนก็ชื่นชม บางคนก็ผิดหวัง หลายคนก็ไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้ว่าจะรักหรือจะชอบดี แต่ไม่ว่าจะรักหรือจะชอบสุดท้ายแล้วซูเปอร์คาร์รุ่นพื้นฐานเริ่มต้นสำหรับผู้ที่เริ่มเข้ามาสัมผัสโลกของม้าลำพองโมเดลนี้ถือว่าเป็นโปรดักส์แชมเปี้ยนโมเดลหนึ่ง ตลอดช่วงอายุขัยของ Ferrari California และรุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ California T มียอดจำหน่ายรวมกันที่สูงถึง 20 – 25% ในบรรดา Ferrari ที่จำหน่ายได้ทั้งหมด นั่นแสดงว่าสำหรับผู้นิยมชมชอบในซูเปอร์คาร์ค่ายม้าลำพองแล้วสิ่งที่รบกวนจิตใจของสื่อมวลชนทั้งหลายไม่ได้เป็นตัวแปรที่ทำให้พวกเขาลังเลในการที่จะก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัว Ferrari แต่อย่างใด ทั้งนี้ด้วยความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Ferrari ที่ถ่ายทอดผ่านทางความเป็นซูเปอร์คาร์ที่วางเครื่องยนต์ไว้ด้านหน้า, ขับเคลื่อนล้อหลัง, ใช้ระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ, ความสะดวกสบายด้วยการวางตำแหน่งเบาะที่นั่งแบบ 2+2 ที่นั่งและหลังคาแข็งที่สามารถเปิดออกได้นั่นเอง

อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงเพื่อยกระดับขึ้นสู่สิ่งที่ดีกว่ายอดเยี่ยมกว่าตามเทคโนโลยี่ยานยนต์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ Ferrari California ก็เช่นกัน Portofino เป็นชื่อของโมเดลใหม่ที่ Ferrari พัฒนาขึ้นเพื่อรับช่วงต่อความสำเร็จของ California และนั่นหมายถึง Ferrari ให้ความสำคัญกับโมเดลใหม่นี้เป็นพิเศษด้วยเช่นกัน ซึ่งชื่อที่ Ferrari เลือกที่จะนำมาใช้กับโมเดลที่ได้รับการคาดหวังว่าจะสร้างผลกำไรให้กับ Ferrari ต่อเนื่องจาก California คือ Portofino ซึ่งเป็นชื่อของหมู่บ้านชาวประมงริมทะเลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีและเป็นสถานที่ที่ Ferrari เลือกใช้ในการเปิดตัว Ferrari Portofino เป็นครั้งแรกก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งในงานแฟรงค์เฟิร์ตมอเตอร์โชว์ปี 2017 อีกทั้งชื่อ Portofino ยังถูกนำมาใช้แทนการตั้งชื่อโมเดลรุ่นตามชื่อของสังเวียนการแข่งขันความเร็วที่มีชื่อเสียงหรือการใช้ตัวเลขระบุชื่อรุ่นเหมือนกับใน Ferrari รุ่นอื่น อีกด้วย

Enrico Galliera, ผู้ดำรงตำแหน่ง Head of Sales and Marketing บอกไว้ว่า “California สร้างลูกค้าใหม่ให้กับ Ferrari ได้เป็นอย่างดีแต่สำหรับ Portofino สิ่งที่ Ferrari ต้องการคือการยอมรับของทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่คำพูดนี้อาจหมายความได้ถึงความมุ่งหวังในสิ่งที่ California ไม่สามารถทำให้บรรลุถึงผลสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์หรือบางทีอาจจะหมายถึงสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงลำดับขั้นโมเดลของ Ferrari ที่อาจจะเพิ่มช่องทางเลือกให้กับความเป็นไปได้ของซูเปอร์คาร์ที่จะเข้ามาจับตลาดล่างมากขึ้นก็เป็นได้

สำหรับ Ferrari Portofino โมเดลใหม่นี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีการออกแบบที่เป็นวิวัฒนาการต่อเนื่องมาจาก California โดยเฉพาะในส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นตัวถังด้านหน้าทั้งภายนอกและภายใน เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบชาร์จที่ถ่ายทอดมาจาก California T ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งการใช้ลูกสูบ, ก้านสูบ, ระบบไอดีและระบบท่อไอเสียแบบใหม่ซึ่งเป็นผลให้เครื่องยนต์นี้สามารถคายพละกำลังแรงม้าออกมาได้เพิ่มมากขึ้นอีก 39 แรงม้าเช่นเดียวกับแรงบิดที่เพิ่มมากขึ้นโดยแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 592 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาทีแรงบิด 760 นิวตันเมตรจากรอบเครื่องยนต์ที่ 3,000 ถึง 5,250 รอบต่อนาที สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 3.5 วินาทีซึ่งเร็วกว่า California T 0.1 วินาทีขณะที่การทำอัตราเร่ง 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้เวลาที่ลดลง 0.4 วินาทีเมื่อเทียบกับอัตราเร่งระยะเดียวกันของ California T โดยความเร็วสูงสุดของ Ferrari Portofino อยู่ที่ 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

การตอบสนองของคันเร่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ได้รับการปรับปรุงใหม่และด้วยการใช้เทคโนโลยี่การบริหารจัดการการเพิ่มแรงดันเทอร์โบแบบผันแปรอย่างชาญฉลาดที่ประสบผลสำเร็จมาแล้วจากการใช้ใน Ferrari 488 GTB ทำให้ Portofino สามารถตอบสนองความต้องการในด้านของสมรรถนะทั้งในรอบเครื่องยนต์ต่ำและสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกเหนือจากเครื่องยนต์ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีสมรรถนะและประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ปัจจัยอื่นที่ทำให้ Ferrari Portofino มีสมรรถนะมากขึ้นกว่า Ferrari California ยังประกอบด้วยการออกแบบส่วนประกอบภายนอกใหม่ที่นอกเหนือจากมีความเฉียบคมทันสมัยมากขึ้นแล้วยังสอดคล้องกับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศลดต่ำลงกว่า California ถึง 6% ซึ่งรูปแบบภายนอกที่ดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดีนั้นเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวมากขึ้นของรูปแบบของหลังคาห้องโดยสารที่เป็นการลดสเกลลงมาจาก Ferrari 812 Superfast, ความเฉียบคมชัดเจนของแนวเส้นต่าง รอบตัวรถ, ความเว้าและความโป่งนูนของตัวถังโดยเฉพาะความโป่งนูนของตัวถังด้านหลัง

การออกแบบและการเลือกใช้อลูมิเนียมมาเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างตัวถังอย่างชาญฉลาดทำให้น้ำหนักตัวรถเปล่าของ Ferrari Portofino ลดต่ำลงกว่า Ferrari California 15 กิโลกรัม ตัวอย่างของความชาญฉลาดนี้เห็นได้จากการออกแบบเสา A-pillar ที่ลดชิ้นส่วนประกอบจากเดิม 21 ชิ้นเหลือเพียง 2 ชิ้นเท่านั้นขณะเดียวกันตัวถังของ Ferrari Portofino ยังมีความแข็งแกร่งมากขึ้นถึง 35% ซึ่งเมื่อนำน้ำหนักที่ลดลง 15 กิโลกรัมไปรวมการลดน้ำหนักในส่วนประกอบอื่นๆ เช่นโครงเบาะนั่งด้านหน้าทำจากแมกนีเซียมเป็นต้นทำให้น้ำหนักตัวรถเปล่าของ Ferrari Portofino น้อยกว่า Ferrari California T  ถึง 70 กิโลกรัมหรือมีน้ำหนักเพียง 1,664 กิโลกรัมเท่านั้นขณะที่อัตราส่วนการกระจายน้ำหนักไปที่ด้านหน้าและด้านหลังอยู่ที่ 46:54% สำหรับจุดเด่นภายในห้องโดยสารของ Ferrari Portofino นอกเหนือโครงเบาะนั่งด้านหน้าที่ทำจากแมกนีเซียมที่นอกจากจะมีน้ำหนักที่เบาแล้วยังส่งผลให้พื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสารบนเบาะนั่งด้านหลังเพิ่มขึ้นแล้วยังประกอบด้วยระบบอินโฟเทนเม้นท์รุ่นใหม่พร้อมจอดิสย์เพลย์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น, พวงมาลัยดีไซน์ใหม่และอุปกรณ์เบี่ยงเบนกระแสลมที่ช่วยให้อุณหภูมิความอบอุ่นภายในห้องโดยสารมีความเปลี่ยนแปลงไปน้อยที่สุดเมื่อหลังคาห้องโดยสารถูกเปิดออก

นอกเหนือจากรูปร่างหน้าตาที่ได้รับการขัดเกลาให้ดูเฉียบคมสะดุดตามากขึ้นแล้วในด้านของการบังคับควบคุมยังได้รับการปรับเสริมเติมแต่งให้มีความยอดเยี่ยมมากขึ้นและให้ผู้ขับขี่รับรู้ถึงประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นไปโดยธรรมชาติมากขึ้นด้วยการใช้ระบบเฟืองท้ายอีเลคทรอนิคส์ที่ผ่านการพัฒนาเข้าสู่ความเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 3 หรือ E-Diff3 ที่ช่วยลดอัตราทดเฟืองพวงมาลัยลงได้ถึง 7% ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการบังคับทิศทางของตัวรถได้อย่างสะดวกง่ายดายมากขึ้นพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว F1-Trac และระบบโช้คอัพที่ปรับการทำงานโดยอัตโนมัติ

ถึงแม้ว่าจะถ่ายแบบมาจากแม่พิมพ์เดียวกันกับ California แต่ Portofino ยังแสดงให้เห็นความพิถีพิถันในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งของ Ferrari 812 Superfast ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนใน Portofino’

Share

Leave a Reply