275 GTB COMPETIZIONE

275 GTB COMPETIZIONE

ถึงจะไม่ได้ถูกฟูมฟักมาเพื่อเป็นผู้สืบทอด 250 GTO แต่เวอร์ชั่นตัวแข่งของ 275 GTB ได้สร้างสถิติที่ยอดเยี่ยมในสนามแข่งขัน รวมถึงการทำแฮตทริกคว้าแชมป์ Le Mans 3 สมัยติดต่อกัน

เมื่อเรานึกถึงรถสปอร์ตสไตล์ GT อันยิ่งใหญ่ของ Ferrari ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการแข่งขันในช่วงทศวรรษ 1960 แทบจะไม่ต้องเสียเวลาคิด Short Wheelbase, GTO หรือ LM คือรถที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี ถึงจะมีการถกเถียงว่า LM ไม่ควรถูกนับรวมอยู่ในกลุ่ม GT ก็ตาม แต่ทั้งหมดคือรถแข่งต้นแบบที่ทำให้ Ferrari ครองความยิ่งใหญ่ในช่วงต้นของทศวรรษนั้น ก่อนจะกลายเป็นรถแข่งที่สามารถขับบนถนนอย่างถูกกฎหมายที่ได้รับการยกย่อง, เป็นที่ปรารถนาของผู้คนมากมาย และทรงคุณค่าที่สุดเท่าที่เคยถูกสร้างมา

แต่ด้วยเหตุใดเวอร์ชั่นรถแข่งของ 275 GTB ไม่ได้รับการพูดถึงในแบบเดียวกัน? ทำไมผู้คนมากมายที่เคยมีรูปของ GTO ติดบนกำแพงห้องนอนในตอนที่พวกเขาเป็นเด็ก แสดงท่าทางไม่มั่นใจด้วยการพยายามทบทวนความจำว่าเคยมี Ferrari รุ่นใดที่ถูกพัฒนาให้กลายเป็นรถแข่งระดับซูเปอร์คาร์ที่มีความสง่างามที่สุดในยุค 60? ข้อสรุปที่คุณได้จากความทรงจำซ่อนอยู่ลึกในซอกลึกของสมองคือรถแข่งคันนี้ไม่อาจประสบความสำเร็จได้เหมือนกับรถแข่งรุ่นก่อนหน้า

 

หากลองให้โอกาสอีกสักครั้ง หลับตาลงแล้วย้อนกลับสู่ช่วงเวลานั้น ในการแข่งขันรถสปอร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ตำแหน่งแชมป์ที่หลายคนใฝ่ฝัน The 24 Hours of Le Mans การแข่งขันรถมาราธอน 24 ชั่วโมง หลังจากรถแข่ง 250 Short Wheelbase ทำผลงานได้อย่างน่าพอใจด้วยการคว้าแชมป์ประเภท GT 2 สมัยติดต่อกันในปี 1960 และ 1961

จากนั้น 250 GTO ถูกส่งมาสานต่อความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ปี 1962 และ 1963 แต่ถูกขัดขวางโอกาสทำแฮตทริกจากความร้อนแรงของพวกอเมริกัน Shelby Cobra Daytona Coupes ทำไมทั้งโลกถึงลืมสิ่งนี้ไปได้ – สิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน – เหตุการณ์ที่รถแข่ง Ferrari GT เคยสร้างผลงานคว้าชัยชนะ 3 ครั้งติดต่อกันที่ฝรั่งเศส – รถแข่งที่ถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังรถต้นแบบในปี 1965, 1966 และ 1967 – นอกเหนือจาก Ferrari 275 GTB หรือ 275 GTB/C มีรถรุ่นอื่นที่ไม่เคยมีใครรู้ข้อมูลอยู่อีกเหรอ?

เหตุผลข้อหนึ่งมาจากการลงแข่งทั้ง 4 ครั้งของรถแข่งจาก Ferrari ไม่ว่าจะเป็นรุ่น SWB หรือ GTO ที่สามารถคว้าชัยชนะในคลาสส์ของตัวเอง ถือเป็นรถต้นแบบที่ผลิตโดยโรงงานของ Ferrari แต่ก็ถือเป็นผลงานที่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ และในอีกด้านหนึ่งของช่วงเวลานั้น 275 GTB/C เริ่มต้นคว้าชัยชนะต่อเนื่องให้ทีมแข่ง Scuderia Ferrari มีโอกาสฉลองชัยชนะที่ Le Mans เป็นครั้งสุดท้าย และทั้งหมดไม่ใช่ความผิดที่เกิดขึ้นจากตัวรถ

แต่เป็นบาดแผลที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง อย่างที่รู้กันดีว่าในช่วงปลายปี 1964 Ferrari ต้องการจะส่งรถของพวกเขาลงแข่งรายการ GT หลังจากปลดระวาง GTO ที่เริ่มตกยุค พร้อมการมาถึงของ 250 LM โดยประเดิมแข่งขันรายการ CSI (โดยสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ: FIA) เพื่อให้รับรอง GTO เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนารถ 250 SWB แต่ฝ่ายผู้จัดการแข่งขันไม่อาจเปลี่ยนแปลงกติกาอย่างง่ายดายเหมือนทุกครั้ง ด้วยความที่อย่างน้อยรถแข่งทุกคันที่เข้าร่วมได้ย้ายเครื่องยนต์มาอยู่ด้านหลังนักแข่ง จนดูเหมือนการประชดประชันที่ Ferrari ต้องการสิ่งนี้เพื่อให้ LM ลงสนามวัดกับ  Daytona Cobra จนกลายเป็นว่าการส่ง GTO ลงแข่งขันสร้างแรงกดดันให้ CSI ไม่ให้มีทางเลือกอื่น นอกจากจะยอมรับ Cobra ให้ผ่านเกณฑ์เพื่อลงแข่งขันในสนามเดียวกัน ทั้งที่ตามข้อเท็จจริง Daytona Cobra มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ใกล้เคียงกับ Cobra รุ่นสแตนดาร์ดมากกว่าความเกี่ยวข้องระหว่าง GTO กับ SWB เสียอีก

คำตัดสินอย่างตรงไปตรงมาของฝ่ายจัดการแข่งขัน CSI ในการปฏิเสธที่จะยอมรับ LM ให้ลงแข่งขันในรายการ GT ถูกคัดค้านอย่างหนักจากผู้บริหารคอกม้าที่มาราเนลโล่ จนถึงขนาดที่ Enzo Ferrari ออกมาประกาศว่าหากพวกเขาไม่สามารถส่ง LM ลงแข่งขันในรายการ GT – และหลังจากพิจารณาอย่างจริงจังจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเชื่อมั่นว่าควรเป็นอย่างนั้น – แต่หากไม่ได้รับอนุญาต Ferrari จะไม่ลงแข่งขันในรายการ GT อีกตลอดไป แต่ความจริงสิ่งที่ Enzo รับรู้คือหากปราศจาก LM เป็นตัวของเขาที่กำลังเผชิญวิกฤตครั้งสำคัญ

พิสูจน์ได้จากรถแข่ง GTO ปี 1964 เคยเอาชนะ Daytona Cobra ในการแข่งขันระดับ GT ในศึก World Sports Car Championship แต่ความสำเร็จครั้งนั้นต้องขอบคุณความแข็งแกร่งของรถแข่ง Ferrari ตลอดทั้งฤดูกาล จนกระทั่งที่เลอมังส์ ทีมในสังกัดที่ใช้รถแข่ง GTO แสดงความเหนือชั้นด้วยการชนะ Shelby อย่างขาดลอย และเวลาอีก 1 ปีของการพัฒนา GTO สามารถก้าวไปสู่จุดที่ Daytona ไม่อาจไปถึง จนกลายเป็นประโยคคำพูดที่ว่า ‘ถ้านายจะเอาชนะพวกเขา ขอให้ขับตามปกติเท่านั้นก็พอ รถแข่งของ Ferrari เร็วกว่าอยู่แล้ว’

ความคิดของ Enzo ถูกต้องแล้วใช่ไหม? ที่งานแสดงรถยนต์ Paris Salon ในปี 1964 Ferrari นำรถยนต์ที่ผลิตเพื่อขับบนถนนรุ่นล่าสุด 275 GTB มาเปิดตัวที่ทำให้หลายคนหลงใหลในเส้นสายจากการออกแบบของ Pininfarina และตัวถังที่ผลิตโดย Scaglietti พร้อมกับซ่อนบางสิ่งพิเศษไว้ข้างในตั้งแต่ระบบเกียร์ชุดใหม่ ไม่เพียงจะเป็นแบบ 5 สปีด แต่ถูกติดตั้งระหว่างล้อหลังเพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะการยึดเกาะถนน และสร้างสมดุลในการควบคุม รวมทั้งเป็น Ferrari คันแรกที่ติดตั้งระบบช่วงล่างด้านหลังอิสระในการขับบนถนนปกติ อาจจะมีด้านท้ายที่ทำให้นึกถึง GTO ด้วยการใช้รูปแบบด้านสถาปัตยกรรมที่ทำให้นึกถึงรถโบราณอย่าง Bentley แต่มีบางสิ่งที่ล้ำสมัย เมื่อพวกเขาตั้งใจจะสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นรถแข่ง ทำให้องค์ประกอบหลายอย่างถูกพัฒนาเพื่อเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า

และในที่สุด Ferrari ก็ได้รับในสิ่งที่ต้องการ แต่เรื่องสำคัญที่ต้องเข้าใจว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการระเบิดอารมณ์ของ Enzo ที่ขู่จะประกาศถอนตัวจากการลงแข่งขัน และความจริงอย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าหากเขาไม่ต้องการแข่งในรายการ GT อีกต่อไป แต่ยังมีลูกค้าอีกมากมายอยู่ในสนาม หากเวอร์ชั่นรถแข่งของโมเดลใหม่ที่ผลิตเพื่อขับบนถนนของเขาเหนือกว่า Cobra หรือมีสมรรถนะที่สูสี คงจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นพวกเขาจะทุ่มเทเพื่อเข้าร่วมแข่งขันเพื่อคาดหวังสิ่งใด?

Ferrari จัดเตรียมโครงสร้างตัวถังรถไว้ 3 ชุด เพื่อการแข่งขัน แต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดในการตรวจสภาพรถแข่ง 275 GTB ในวันที่ 16 มีนาคม 1965 โดยฝ่ายจัดการแข่งขัน CSI ไม่อนุญาตให้ลงแข่ง ด้วยการอ้างอิงความแตกต่างระหว่างน้ำหนักรถยนต์ที่ระบุกับน้ำหนักจริงที่วัดได้ ตรงกันข้ามกับกรณี LM พวกเขา ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน แม้ว่าผู้เขียนจะมีข้อมูลว่ารถแข่งคันนี้มีชื่อเข้าร่วมรายการ Targa Florio ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ในฐานะ ‘รถแข่งเพื่อการทดสอบ’ โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มรถต้นแบบ (Prototype) และเป็นรถคันเดียวกับที่ลงแข่งขันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในศึก Nürburgring 1000km ช่วงปลายเดือนเดียวกัน เท่าที่ผู้เขียนรับรู้นั้นคือครั้งเดียวที่ 275 GTB ลงแข่งขันอย่างเป็นทางการในนาม Ferrari และสามารถขับครบรอบถึงจะต้องตามหลังบรรดารถต้นแบบอีกหลายคัน รวมถึง Daytona Cobra ไม่น้อยกว่า 3 คัน

แต่เมื่อการแข่งขัน Le Mans มาถึง รถแข่งของพวกเขาถูกขายให้ Ecurie Francorchamps ทีมแข่งสัญชาติเบลเยียม พร้อมถูกใส่ชื่อเข้าสู่กลุ่มรถแข่ง GT เหมือนกับว่าโชคชะตาพลิกผันในชั่วข้ามคืน ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้การเตรียมความพร้อมรถแข่ง 275 GTB อาจจะไม่เต็มที่ มีความผิดพลาดใหญ่ที่ถูกมองข้ามอย่างไม่น่าเชื่อ ในการต้องเพิ่มระบบหล่อเย็นในเครื่องยนต์ แต่พระเจ้าพวกเขาทำได้สำเร็จอย่างหวุดหวิด ด้วยการดัดแปลงชิ้นส่วนเครื่องยนต์บางอย่างจาก LM จนทำให้ความเร็วที่น่าพอใจในรอบควอลิฟายด์ แต่ยังมี 1 ใน 5 รถแข่ง Daytona Cobra ทำผลงานใกล้เคียงกัน โดยต้องขอบคุณทักษะที่เหนือชั้นในการควบคุมพวงมาลัยของ ‘Wild Willy’ Mairesse ที่จับคู่กับ Jean Blaton นักแข่งชื่อดัง จนทำให้เครื่องยนต์ 3.3 ลิตรของ 275 GTB สามารถต่อสู้กับขุมกำลัง 5.7 ลิตรของ Cobra ได้อย่างสูสี ด้วยส่วนผสมของความเร็ว, ความสม่ำเสมอ และเสถียรภาพของตัวรถที่ทำให้ทิ้งคู่แข่งคันอื่นอย่างขาดลอย

เมื่อการแข่งขันดำเนินไปรถแข่ง Cobra ที่อยู่ใกล้สุดไล่ตามรถของพวก Ferrari 36 รอบสนาม – ระยะทางการขับรวมกว่า 300 ไมล์ในสนามแข่ง คงไม่ต้องพิสูจน์อะไรมากไปกว่านั้น แม้กระทั่งอันดับ 3 ในตารางรวม LM ยังอยู่ในตำแหน่งที่ 1 และ 2 เป็นความมั่นใจว่าพวกเขาจะยึดโพเดี้ยมแต่เพียงผู้เดียวถึงจะประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการทุ่มเทให้รถต้นแบบ

ด้วยความกระตือรือร้นของทีมงาน Ferrari มีการติดตั้งวัสดุอัลลอยด์ใหม่ 10 ชิ้นบนตัวถัง พร้อมใช้เครื่องยนต์ที่มีคาร์บูเรตเตอร์ 6 ตัว เปลี่ยนตำแหน่งเพลาลูกเบี้ยว Camshaft ให้สูงขึ้น, ติดตั้งถังน้ำมันเพื่อการขับระยะทางไกล และปีกหลังที่ถูกดัดแปลงให้มีช่องระบายอากาศ 3 จุด ทำให้รถที่ผลิตเพื่อขับบนถนนปกติพร้อมจะลงสู่สนามแข่ง ก่อนที่หลายทีมแข่งซึ่งใช้รถของ Ferrari จะประสบความประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติทั้งในรายการที่ Spa และ Nürburgring แม้ว่ารถแข่งทั้ง 12 คันที่พวกเขาส่งมอบให้ทีมแข่งต่างๆ ในฤดูกาล 1966 จะเป็นสัตว์ร้ายที่มีความแตกต่างกันก็ตาม…

Ferrari 275 GTB/C ทั้ง 12 คัน ถูกสร้างเพื่อเป็นรถแข่ง ผ่านการโมดิฟายด์ในแนวทางที่คุณคาดหวังให้เป็นสำหรับการลงแข่งขันในระดับสูง น้ำมันจะไหลเวียนสู่เครื่องยนต์ตลอดเวลาเพื่อส่งความดุดันออกมาอย่างต่อเนื่อง สร้างรอบเครื่องยนต์ที่สูง การเลือกใช้วัสดุพิเศษเพื่อให้ลูกสูบ และเพลาราวลิ้นมีน้ำหนักเบา แต่แข็งแกร่งทนทาน อาจจะไม่น่าเชื่อว่ารถแข่งเหล่านี้ติดตั้งคาร์บูเรตเตอร์เพียง 3 ตัวตามข้อกำหนดการแข่งขัน รวมถึงการปรับเปลี่ยนคลัตช์ และอุปกรณ์ควบคุมพวงมาลัย โดยระบบช่วงล่างถูกสั่งทำขึ้นพิเศษ และขนาดล้อ-ยางจะมีความกว้างมากขึ้น สุดท้ายกับตัวถังจะใช้อลูมิเนียมที่มีความบางกว่าในรถแข่ง GTO และมีการติดตั้งตัวกรองน้ำมันไว้ด้านนอกรถอีกด้วย

รถแข่งล็อตแรกถูกส่งให้ทีมที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Ferrari – ตามที่ได้พูดถึงก่อนหน้านี้ Ecurie Francorchamps, North American Racing Team ทีมแข่งของ Luigi Chinetti, Swiss Scuderia Filipinetti และทีมแข่งของโรงงาน Maranello Concessionaires (หรือจะพูดให้ถูกเป็นของ Ronnie Hoare) ในการแข่งขัน Le Mans 1966 พวกเบลเยียม และอังกฤษช่วยให้ Ferrari รอดพ้นความอัปยศครั้งใหญ่นับตั้งแต่การเข้าร่วมแข่งขัน Le Mans ครั้งแรก (และได้รับชัยชนะ) เมื่อปี 1949

เหมือนจะเป็นปกติกับการมีรถแข่ง Ferrari 14 คันในจุดสตาร์ท หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของรถแข่งทั้งหมดที่เข้าร่วมแข่งขัน แต่หลังจากผ่านไป 17 ชั่วโมง 3 รถแข่งรุ่นใหม่ P3, P2 4 คัน, 206 3 คัน และ LM 1 คัน ต้องออกจากการแข่งขัน ทำให้เหลือเพียง 3 คัน โดยเป็นรุ่น 275 GTB/C 2 คัน แต่ในชั่วโมงที่ 20 รถแข่งของทีม NART ต้องรีไทร์จากปัญหาคลัตช์ไม่ทำงาน แต่รถแข่งของพวกเบลเยียมสามารถจบในอันดับ 10 และพวกอังกฤษที่ขับโดยยอดฝีมือ Piers Courage และ Roy Pike นักแข่งไร้ชื่อชาวอเมริกันสามารถจบในอันดับ 8 ของประเภท GT ถึงจะน่าผิดหวังที่ไม่มีใครมีโอกาสขึ้นไปยืนบนโพเดี้ยมเหมือนปีก่อนหน้า แต่แทนที่จะเสียใจต้องมองดูข้อมูลว่ารถแข่งคันอื่นที่นำหน้า Ferrari ในการแข่งขันปี 1966 เป็นกลุ่มรถต้นแบบผลิตโดยตรงจากโรงงานของ Ford และ Porsche เท่านั้น หากมองข้ามผลการแข่งขันในกระดาษ ทั้งหมดถือเป็นความสำเร็จที่น่ายกย่อง

ในปีถัดมาเป็นโอกาสของทีม Filipinetti ในการนำรถแข่ง GTB คว้าอันดับ 3 และทำผลงานได้ดีที่สุดในคลาสส์ที่ Lemans โดยนักข่าวรถยนต์ Rico Steinmann และ Dieter Spoerry นักแข่งสายเลือดสวิสร่วมต่อสู้ในรถแข่ง Corvette และ 2 รถแข่ง Porsche 911 ตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง ก่อนจะจบในอันดับ 11 ในรถแข่งคันเดียวกับที่นำมาถ่ายภาพประกอบในคอลัมน์นี้ โดยรถแข่งคันเดียวกันนี้ยังเข้าร่วมการแข่งขันในสังกัดทีม Filipinetti ในปี 1968 และ 1969 แต่ไม่อาจขับจนจบการแข่งขันทั้ง 2 ครั้ง

เรื่องราวทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ ไม่เคยมีการสร้างรถแข่งเครื่องยนต์ Four-cam สำหรับ 275 GTB/4 ทำให้หน้าที่ของ 275 GTB/C สิ้นสุดเพียงเท่านี้ ในการแข่งขัน Le Mans ครั้งสุดท้าย 365 GTB/4 Daytona เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 หรืออาจจะพูดได้ว่า Daytona ไม่ได้เกิดเหตุปะทะกับรถแข่ง Ferrari คันอื่นในสนามแข่งวันนั้น

เหมือนมาสู่จุดที่ไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง แต่กลายเป็นความน่าสนใจที่จะคาดเดาว่า 275 GTB มีศักยภาพสูงพอที่จะเข้าร่วมการแข่งขันรายการใดรายการหนึ่งเหมือนอย่างที่ Enzo ใช้เล่ห์เหลี่ยมตามที่เขาถนัดเพื่อจัดการให้ LM ถูกนับรวมอยู่ในรถกลุ่ม GT หากเปรียบเทียบการห้ำหั่นระหว่าง LM กับ Cobra ในปี 1965 แสดงให้เห็นความแข็งแกร่งที่พวกอเมริกันไม่อาจรับมือได้ของเครื่องยนต์วางกลางจาก Ferrari บางทีเขาอาจจะไม่ควรสร้าง 275 GTB ทั้ง 3 คันก่อนหน้านี้ และมีหนึ่งคันที่สามารถขึ้นสู่โพเดี้ยมในปี 1965 ทั้งที่เกือบจะไม่ได้ปรากฏตัวในสนามแข่งขันไปตลอดกาล ใครจะสามารถคาดเดาได้? ผมเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกยินดีกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น และหวังว่าสักวันหนึ่งรถแข่งรุ่นนี้จะเป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง: ในฐานะผู้สืบทอดที่คู่ควรของตำนานรถแข่ง 250 GTO

////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

Specification

เครื่องยนต์ V12 3285 CC SOHC per Bank, Three Weber 40 DF113 Carburettors

กำลังสูงสุด 290 แรงม้า@7000 รอบ/นาที (โดยประมาณ) แรงบิดสูงสุด 220 ปอนด์ฟุต@5000 รอบ/นาที (โดยประมาณ)

ระบบเกียร์ ธรรมดา 5 จังหวะ, ขับเคลื่อนล้อหลัง ระบบช่วงล่าง ด้านหน้า และหลัง: Double Wishbones, Coil Springs, Telescopic Dampers, Anti-roll Bar

ระบบพวงมาลัย Worm-and-roller, Unassisted

ระบบเบรก หน้า-หลัง Solid Discs ขนาดล้อ หน้า 7×15 นิ้ว, หลัง 7.5×15 นิ้ว น้ำหนักรวม 1100 กิโลกรัม (โดยประมาณ)

แรงม้าต่อน้ำหนัก 270 แรงม้า/ตัน 0-60 ไมล์/ชม. 6.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 155 ไมล์/ชม.

Share

Leave a Reply