288 GTO

ซูเปอร์คาร์เครื่องเทอร์โบคันแรกของ Ferrari เกิดมาเพื่อเป้าหมายทางด้านมอเตอร์สปอร์ต แต่มันกลับกลายเป็นรถถนนที่น่าถวิลหาที่สุด มันดีขนาดนั้นเชียวหรือ?

สำหรับแฟน Ferrari โดยส่วนมาก 288 GTO คือรถที่อยู่ในโปสเตอร์บนฝาผนัง ล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่ หรือไม่ก็รถที่ต่อท้ายประโยคถ้าเราจะเป็นเจ้าของ Ferrari สักรุ่น…” ฉะนั้นพอพวกเขารู้ว่าคุณเคยขับมันมาแล้วและถามคุณว่ามันเป็นไงพวกเขาจึงมีทีท่าหวาดระแวงเหมือนไม่อยากได้ยินคำตอบ

ผมรู้ดีว่าพวกเขารู้สึกยังไง เพราะนี่มันก็คือ Ferrari ล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่ของผมเหมือนกัน และสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะได้ยินก็คือการที่ฮีโร่ของผมนั้นมันขับได้เหลวเป๋ว ดังนั้นตอนผมถูกถามต่อหน้าว่ามันเป็นไง?” ผมจึงเลือกใช้โทนเสียงเคร่งขรึมตอบกลับไปว่าโทษทีนะ ผมคงบอกได้แค่ว่ามันขับดีเหมือนหน้าตาของมันนั่นแหละ…” ผมรู้ว่ามันเป็นการกระทำที่ร้ายกาจพอดู แต่ผมก็รู้สึกขอโทษพวกเขาจริงๆ เพราะในด้านนึงมันคือซูเปอร์คาร์ที่ดีที่สุดเท่าที่ Ferrari เคยผลิตมา แต่มันก็มีจำนวนน้อยคันเสียจนคงจะมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยได้ลองขับมัน

ผมขับ 288 GTO ครั้งแรกในปี 2004 ตอนที่นิตยสาร EVO เอามันเปรียบเทียบกับ F40, F50 และ ENZO ในตอนนั้นคนดูกับสถานที่ก็โหดไม่เบา เพราะมันเป็นที่ North Wales ส่วนคนที่เอา 288 มาในวันนั้นก็คือ DK Engineering มันใส่ยางสมัยใหม่ ปลายท่อปืนโต และเราคาดว่ามันน่าจะทำแรงม้าได้ทะลุมาตรฐาน 400 ตัว ไปไกลโข เราทำประกันมันไว้ 200,000 ปอนด์ ซึ่งเทียบได้กับค่าตัวของ F40 สภาพดีสมัยนั้น ขับมันไปไหนต่อไหนอยู่สองวัน ได้สนุกกับสมรรถนะของมันแบบครบทุกเม็ด แต่เรื่องที่ผมสนุกมากเป็นพิเศษก็คือ ตอนที่ค้นพบว่ามันสามารถพ่นไฟลูกเบ้อเริ่มเทิ่มออกมาจากท่อไอเสียได้เวลายกคันเร่ง และบนถนน B-road ใน Welsh อันแสนจะยอดเยี่ยม เร็ว และเลื้อยเป็นเกลียวผ้านั้น Enzo ก็ยังไล่มันไม่ทัน

สิบห้าปีผ่านไป ตอนนี้ 288 GTO ซื้อขายกันอยู่แถวสองล้านปอนด์ แต่คันที่คุณเห็นอยู่นี้ไม่ใช่แค่ 288 ทั่วๆ ไป มันมีรถโปรโตไทพ์อยู่ด้วยกันทั้งหมดหกคัน เจ้านี่คือหนึ่งในสามที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่อีกสองคันนั้นผ่านมือมาหลายเจ้าของแล้ว และหนึ่งในนั้นก็ถูกพ่นเป็นสีเหลือง ส่วนคันนี้มีชื่อเจ้าของเก่าเพียงคนเดียวมาตั้งแต่ป้ายแดงจนกระทั่ง 21,600 กิโลเมตร และยังไม่เคยผ่านการบูรณะใดๆ ทั้งนั้น เจ้าของเก่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือ Marco Piccinini ผอ.ฝ่ายแข่งของ Ferrari ใน Formula 1 ช่วงปี 1978-1988 และหนึ่งในคนสำคัญที่ทำให้เกิดสัญญา Concorde ระหว่างผู้จัดและทีมแข่งทั้งหลาย Enzo Ferrari ให้รถคันนี้เป็นของขวัญ Piccinini ในปี 1986 แทนโบนัสสำหรับผลการแข่งขันที่โดดเด่น เขาสั่งให้โรงงานลงมือปรับสภาพรถโปรโตไทพ์คันนี้ให้เหมือนรถใหม่ก่อนที่จะส่งมันไปตามที่อยู่ของ Piccinini  ดังนั้น ไฟหน้าก็เลยเป็นสีเหลืองตามสเปกฝรั่งเศส ซึ่งก็ยิ่งทำให้มันเท่เข้าไปใหญ่

สองปีที่แล้วมันถูกซื้อไปโดยพ่อค้าขายรถระดับไฮเอนด์ Tom Hartley Jnr และเขาก็แค่ทำใจขายมันต่อไม่ลง สีที่หุ้มทับตัวถังของมันยังดีเยี่ยม มันอาจจะมีรอยปริแตกเล็กๆ น้อยๆ กระจายไปทั่ว และผิวสีบนตัวถังบางชิ้นก็ดูจะหมองกว่ากระจกเงาอยู่เล็กน้อย (รุ่นนี้เป็นแบบนี้ทุกคัน) แต่มันก็ดูสวยมากเมื่ออยู่บนล้อแมกนีเซียมอัลลอยแยกชิ้นแบบ Centrer-lock ที่เงาวับ ตอนที่มันได้ใบรับรองสถานะเป็นรถคลาสสิค ข้อมูลส่วนนึงที่ระบุเอาไว้สามารถสาวกลับไปถึงต้นกำเนิดของมันและข้อเท็จจริงที่ว่าถังน้ำมันของมันเป็นแบบพิเศษไม่เหมือน 288 คันอื่นๆ ด้วย

เราทำประกันมันไว้ 4 ล้านปอนด์ปลายๆ ผมก็เลยมีความยินดีที่จะแจ้งคุณว่า ความออริจินอลของมันไม่ได้ลามไปถึงยางที่มันสวมอยู่ด้วย แต่เป็น Michelin Pilot Sport ชุดใหม่กิ๊กแทน Goodyear NCT ของเดิม ซึ่งป่านนี้คงจะแข็งเป็น Bakelite และเมื่อก่อนก็รับมือกับแรงบิดสูงสุดในสองเกียร์แรกบนถนนแห้งแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว ถ้าเทียบกันในสมัย 1984 ขนาดยางของ GTO ก็ยังถือว่าค่อนข้างเล็ก โดยเฉพาะคู่หลัง 255/50ZR16 ซึ่งถือว่าแก้มสูงและหน้าแคบ ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Countach ใส่ยางเตี้ยหน้ากว้างอย่าง Pirelli P7s เบอร์ 335 มาให้ แต่นี่คือแก่นแท้ของ GTO เพราะมันถูกสร้างมาเพื่อรับมือกับการขับเคี่ยวในสนามแข่งและตั้งใจจะผลิตแค่จำนวนจำกัดเท่านั้น แต่สเปกของมันกับการขัดเกลาที่ดีกลับทำให้มันกลายเป็นรถถนนที่ยอดเยี่ยม แล้วหน้าตาของมันดีด้วย

สำหรับพวกเราที่มีอายุประมาณนึง 308 ที่ออกแบบโดย Leonardo Fioravanti นั้นคือ Ferrari ที่สวยที่สุดตลอดกาล สัดส่วนตัวรถทำออกมาได้ยอดเยี่ยม และรายละเอียดก็งดงามราวกับงานศิลป์ติดล้อ สำหรับผมนั่นหมายถึงมันดีซะจนต่อยอดพัฒนาอีกไม่ได้แล้ว แต่นั่นคือก่อนปี 1984 และก่อนที่ Ferrari จะเอา GTO มาโชว์ที่ Geneva โดยที่มีหน้าตาของมันเผยออกมาก่อนหน้านั้นจากแบบฝึกหัดการออกแบบของ Pininfarina ที่โชว์อยู่รอบๆ 308 ที่งาน Geneva ปี 1977 กระนั้นนี่ก็คือรถคันที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

มันดูราวกับ 308 คือภาพ ‘Before’ และ GTO คือ ‘After’ ในโฆษณาคอร์สเพาะกายชายบนปกหลังของหนังสือชายโฉด สิ่งที่ทำให้ GTO ขลังขึ้นไปอีก (ถ้าความขลังยังเป็นอะไรที่มันต้องการเพิ่ม…) ก็คือการที่มันกำเนิดขึ้นมาด้วยเป้าหมายเพื่อให้ Ferrari มีโอกาสสร้างรถแข่งตามกฎ Group B ของ FIA และส่งมันไปประมือกับอะไรก็ตามที่ผู้ผลิตรายอื่นสร้างสรรค์ออกมาบ้าง

บางทีเวลาที่ฝ่ายแข่งเอารถจากแผนก Production ไปหนึ่งคันและลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าต้องทำ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อลังการใช้ได้อยู่เหมือนกัน ลองนึกถึง BMW 3.0 CSL Batmobile, Lancia Delta Integrale กับ Mercedes 190E Evo 2 ดูก็ได้ครับ แต่ในบรรดารถที่พูดมาทั้งหมด มันก็ยังเป็นการเอารถรุ่นธรรมดามาตกแต่งให้น่าตื่นเต้นขึ้นด้วยการใส่สปอยเลอร์ ระเบิดซุ้มล้อ และใส่ล้อขนาดใหญ่ ซึ่งของแต่งที่เพิ่งพูดไปก็ส่งผลกระทบกับสัดส่วนที่ลงตัวอยู่แล้วของ 308 ด้วย ฐานล้อถูกยืดออก 110 มิลลิเมตร และท้ายรถถูกเฉือนให้ฝากระโปรงสั้นลง 5 มิลลิเมตร โดยรวมฟังดูไม่ได้มากมายอะไร แต่ผลลัพธ์กลับออกมาประเสริฐมาก

สิ่งที่ Ferrari กับผู้ผลิตรถกรุ๊ป B อีกสองสามรายคิดและทำก็คือ การเอารถรุ่นปกติมาเบ่งกล้ามกับเพิ่มแรงเกาะอย่างมหาศาล แต่ปล่อยตัวถังภายนอกเดิมๆ เอาไว้ เพื่อให้พวกมันยังมีความคล้ายคลึงกับรถรุ่นที่พวกเขากำลังชงอยู่ เพื่อที่จะได้ทำความรู้จักกับพวกมันมากขึ้น Peugeot ใช้กลยุทธ์นี้อย่างชาญฉลาดกับ 205 T16 ซึ่งถูกแปลงเป็นรถเครื่องวางกลาง 4wd แต่ Austin Rover กับ Ford กลับค้นพบว่าการขายรถ 200 คัน ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผ่านกฎโฮโมโลเกชัน Group B นั้น เป็นอะไรที่ยากเย็นแสนเข็ญ แต่นั่นไม่เคยเกิดขึ้นกับ Ferrari เพราะหลังจากโชว์ตัวที่งาน Geneva เสร็จ พวกเขาก็ขายรถทั้ง 200 คัน ได้หมดเกลี้ยงตั้งแต่ไลน์ผลิตยังไม่เริ่มเลยด้วยซ้ำ และถึงแม้ซีรีส์แข่งที่พวกเขาเตรียมเอา GTO ไปลงจะถูกยกเลิกไปก่อน แต่ก็ยังมีรถผลิตออกมาทั้งหมดถึง 272 คัน ในระยะเวลาประมาณสามปี

การเปลี่ยนแปลงทางเครื่องยนต์กลไกคือสาเหตุของฐานล้อที่ถูกยืดให้ยาวขึ้น ชุดเครื่อง V8 กับเกียร์วางขวางขนาดกระทัดรัดใน 308 ถูกหมุนมาวางตามแนวยาวเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับท่อร่วมไอดีและชุดท่อต่างๆ ของเทอร์โบ IHI ที่แขวนอยู่ข้างเครื่องยนต์แต่ละฝั่ง ชิ้นส่วนสีเงินที่ห้อยลงมาตรงท้ายรถนั่นคือปลายด้านนึงของชุดเกียร์สเปกแข่งที่ถอดเข้าถอดออกได้เพื่อปรับอัตราทด เครื่องยนต์ความจุ 2,855 ซีซี หมายความว่าเมื่อเอาตัวคูณปรับความเท่าเทียมที่ 1.4 มาคำนวณแล้ว ความจุของมันจะเกือบแตะขอบบน 4,000 ซีซี ของรถแข่ง Group B กันเลยทีเดียว มันยังเป็นที่มาของชื่อรุ่นที่ทุกคนรู้จักในชื่อ 288 GTO ซึ่งก็คือ 2.8 ลิตร 8 สูบ เพื่อแยกมันจาก 250 GTO ด้วย

ห้องโดยสารเรือนกระจกกับประตูยังคงเป็นทรงเดียวกับ 308 แต่ตัวถังไฟเบอร์ใยแก้วส่วนใหญ่ถูกออกแบบใหม่หมด และบางชิ้นอย่างเช่นผนังห้องเครื่องก็เป็น Kevlar สานรังผึ้ง ในขณะที่โครงสร้างเป็นเหล็กสเปซเฟรมความเหนียวสูง ไม่ใช่แบบกึ่งโมโนค็อคแบบ 308 ถ้ามองทะลุฝาครอบเครื่องบานเกล็ดลงไป คุณก็จะเห็นอินเตอร์คูลเลอร์ Behr ที่พ่นด้วยสีเงิน และพอเปิดฝาครอบขึ้นมาคุณก็จะเห็นว่าเครื่องยนต์ถูกวางกระเถิบไปด้านหน้าขนาดไหน ตัวเครื่องส่วนใหญ่อยู่ใต้แนวกระจกหลัง นี่จึงอธิบายผนังหุ้มพรมที่ปูดขึ้นมาระหว่างเบาะนั่งได้ แล้วมันก็มีร่องรอยของสเปซเฟรมท่อเหล็กโผล่มาให้เห็นด้วยจากเหล็กค้ำที่วางตัวทะแยงเป็นแนวอยู่หลังรอยต่อประตูกับตัวถังซึ่งถูกหุ้มมาอย่างเนี้ยบ ซึ่งเชื่อมอยู่กับโครงเหล็กกันคว่ำขนาดเขื่อง

หย่อนตัวลงไปในเบาะคนขับแบบ ‘Daytona’ ซึ่งแม้แต่คนที่ผอมแห้งอย่างผมก็ยังรู้สึกว่ามันสูงอยู่นิดหน่อย และพื้นที่ช่วงเอวก็บีบแคบใช้ได้ วิวที่มองออกไปด้านหน้าเหมือนกับ 308 มันไม่มีสภาพความดิบแบบรถแข่งอยู่รอบๆ ตัวในคอกพิทที่บุพรมกันชนิดเต็มพื้นที่ ส่วนแผงประตูก็ขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกับหน้ากากลำโพงและปุ่มกระจกไฟฟ้า ไปจนถึงออพชันเสริมอย่างแอร์กับวิทยุ สิ่งเดียวที่แตกต่างจากเรือนไมล์ของ 308 ก็คือตำแหน่งมาตรวัดบูสต์เล็กๆ ที่ย้ายมาอยู่ตรงกลาง ในขณะที่บนคอนโซลกลางจะมีวัดสามเกลอใส่มาให้เพิ่ม

บิดกุญแจแล้วกดปุ่มยางสีดำแช่ลงไปเพื่อปลุก 288 ให้ตื่นขึ้นมา การสตาร์ทไม่ได้เกิดขึ้นอย่างแข็งขันรวดเดียวจบ แต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เครื่องยนต์จะค่อยๆ หมุนเร็วขึ้นจนถึงรอบเดินเบา แทนที่จะเป็นการสูดหายใจลึกๆ กับสูบน้ำมันเฮือกโต แล้วระเบิดพรวดพราดตื่นขึ้นส่งเสียงคำรามดังสนั่น ถึงแม้ความจุของมันจะเล็กกว่าเครื่องของ 308 ที่มันใช้เป็นพื้นฐานอยู่เล็กน้อย แต่เสียงก็แตกต่างกันอยู่พอสมควร เสียงเบากับนิ่มนวลจนคล้ายเครื่องสี่สูบ Flat plane ยังคงอยู่ แต่มาในโทนที่ทุ้มลึกและซับซ้อนกว่ามาก ซึ่งก็เหมาะกับบุคลิกของตัวรถดี เกียร์ธรรมดาของ Ferrari ในยุคนี้ยังคงใช้การอะไรแทบไม่ได้ในตอนเครื่องเย็นโดยเฉพาะเกียร์สอง และเมื่อคิดว่า GTO ถูกออกแบบมาเพื่อรับกับแรงบิดมหาศาลระดับน้องๆ เครื่อง V12 ตัวแรงที่สุดของ Ferrari ในสมัยนั้น (ราว 365 ปอนด์ฟุต) มันก็ต้องใช้เวลาอุ่นเครื่องกับความโลกสวยช่วยสักเล็กน้อย ผมยินดีที่จะให้ Tom Hartley Jnr เป็นคนเอารถออกไปวอร์มและเช็คว่าทุกอย่างยังใช้การได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะเขาจะต้องพามันไปออกทัวร์รอบยุโรปที่เขาจัดร่วมกับเจ้าของ 288 GTO คนอื่นๆ อีก 15 คน ในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าอยู่แล้ว

ด้วยความที่ 288 GTO เป็นซูเปอร์คาร์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ มันจึงรู้สึกประหลาดอยู่นิดหน่อยที่ F40 ซึ่งเปิดตัวหลังจาก GTO คันสุดท้ายออกจากไลน์ผลิตแค่ไม่กี่เดือน แต่กลับมีหน้าตาเหมือนกับหลุดมาจากโลกอีกยุคนึง ยางแก้มกลม ใต้ท้องรถสูงจากพื้น และสปอยเลอร์ชิ้นเล็กๆ บน GTO พอจะบอกเราเป็นนัยได้ว่ามันจะต้องให้ความรู้สึกตอนขับแบบย้อนยุค และในบางจังหวะมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ดีครับ เอาจริงๆ มันก็เหมือนกับเรื่องที่ GTO ไม่จำเป็นต้องหล่อเหลาเอาการแบบที่เคยเป็น เพราะมันก็ไม่จำเป็นต้องขับได้งดงามเหมือนกับแต่ก่อนเช่นกัน

ขับออกไปได้ครึ่งไมล์คุณก็พบแล้วว่า 288 มีคุณสมบัติสองอย่างที่ประเสริฐมาก อย่างแรกคือพวงมาลัยที่ไม่มีตัวช่วยผ่อนแรง ซึ่งออกจะหนักอยู่หน่อยเวลาขยับรถเข้าจอด แต่ก็เป็นอะไรที่รับได้ สิ่งที่คุณได้ตอบแทนกลับมาก็คือความรู้สึกและการตอบสนองอันยอดเยี่ยม มันดีมากจริงๆ จนคุณสงสัยว่าพวงมาลัยพาวเวอร์มันกลายมาเป็นมาตรฐานไปได้ยังไงกัน อย่างที่สองคือความนุ่มของช่วงล่าง ตั้งแต่ล้อเริ่มหมุนคุณก็หุบยิ้มไม่ได้เลย เพราะคุณรู้ว่านี่เป็นรถที่จะทำให้ผิวถนนขรุขระกลายเป็นเรียบสนิทไปหมด และยิ่งคุณขับมันมากขึ้น เร็วขึ้น คุณก็จะยิ่งค้นพบว่าความสมดุลระหว่างการควบคุมกับความนุ่มนวลนั้นมันทำออกมาได้อย่างประณีตและงดงามขนาดไหน

ความท้าทายอย่างเดียวคือการเปลี่ยนเกียร์ เทคนิค Heel-and-Toe กับเบิ้ลรอบเครื่องเพื่อเปลี่ยนเกียร์ลงเป็นเรื่องจำเป็น และถึงจะทำอย่างนั้นการเข้าเกียร์ก็ยังต้องออกแรงมาก คุณจะต้องเกร็งข้อมือลากมันผ่านร่องเกียร์เปิดด้วยความมั่นใจ มันก็เลยมีเสียงเหล็กกระทบกันดังแคล้ก! แต่คุณก็ยังสามารถขับ 288 GTO แบบนุ่มนวลไปได้ทุกหนทุกแห่ง ใช้เวลากับการค่อยๆ ผลักเกียร์จนมันผลุบเข้าที่ซึ่งให้ความรู้สึกประทับใจอย่างฉ่ำหวาน เพลินกับการตอบสนอง และทึ่งกับความนุ่มของช่วงล่างที่ซึมซับความหยาบกระด้างบนพื้นถนนไว้ได้หมด แต่คุณคงจะเลี่ยงเสียงกระซิบจากบูสต์ที่กำลังก่อตัวอยู่ทางด้านหลังเมื่อรอบเครื่องขยับเข้าใกล้ 3,000 รอบ/นาที ไม่ได้อยู่ดี

เหยียบให้มิดแล้วคุณก็จะพบว่า GTO ยังคงเร็วในแบบที่คุณคาดเดาว่าจะได้จากเครื่องเกือบ 400 แรงม้า กับน้ำหนักแค่ 1,160 กิโลกรัม (มากกว่า Alpine A110 ใหม่นิดเดียว) ถึงแม้จะยังมีช่วงรอบูสต์ตอนกดคันเร่งเต็มอยู่บ้าง แต่ช่วงกำลังของมันก็กว้างอย่างไม่น่าเชื่อ มันยังคงกระตือรือร้นที่ขีดแดง 7,000 รอบ/นาที นี่ก็แปลว่าถ้าคุณเกิดวิ่งอยู่บนถนนคดเคี้ยวโดยมี Enzo 650 แรงม้า ไล่จ่อท้ายอยู่ คุณก็ไม่จำเป็นต้องสับเกียร์กันจ้าละหวั่นเพื่อรักษา Enzo ยังวิ่งอยู่ข้างหลัง ดีอีกซะด้วยเพราะช่วงล่างนุ่มนวลจะทำให้คุณรูดผ่านรอยปูดกับหลุมบนถนนได้สบาย คุณจึงรักษาความเร็วเอาไว้ได้ในขณะที่ Enzo ต้องกระย่องกระแย่งผ่านไปเอง GTO เข้าโค้งอย่างเรียบสนิทและหันเลี้ยวไปตามทาง น้ำหนักพวงมาลัยจะเตือนคุณล่วงหน้าเป็นกิโลว่าคุณกำลังเข้าใกล้ลิมิท และถ้าหน้ารถเริ่มจะไกลกว้างออกไปในตอนที่คุณเติมคันเร่ง ก็แค่ต้องกระแทกมันลงไปเพิ่มแล้วท้ายรถก็จะบานกว้างออกไปด้วยเช่นกัน

เทียบกับรถเทอร์โบยุคใหม่เช่นพวก 488 บูสต์ของ GTO จะมาโผล่ออกมาแบบพรวดพราดมากกว่า ในเกียร์ต่ำแรงบิดที่เพิ่มขึ้นจะกดท้ายรถให้ค่อยๆ จมลงไปแนบกับพื้นถนนและยกหน้าให้ลอยขึ้นนิดๆ คุณจะรู้สึกได้จากน้ำหนักพวงมาลัยที่หย่อนมือเล็กน้อยเหมือนกับ 911 Turbo รุ่นแรกๆ แต่ยังไงคุณก็ต้องได้ยินเสียงบูสต์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาอยู่แล้ว ฝึกให้ชินคุณจะสามารถแต่งคันเร่งเพื่อกระตุ้นแรงดึงให้มากหรือน้อยได้เท่าที่คุณต้องการ ซึ่งมีประโยชน์มากบนถนนเปียก ทั้งหมดทั้งมวลทำให้มันเป็นรถถนนที่เชื่องมือ ตรงไปตรงมา และใช้พลังได้จริงแบบที่คุณมีส่วนร่วมและรู้สึกสาแก่ใจไปในเวลาเดียวกันอีกด้วย

แต่มันจะเป็นรถแข่งที่ประสบความสำเร็จด้วยไหม? ถ้าดูรถที่ Ferrari ทำออกมาต่อจากนี้ มันก็อาจจะขาดชิ้นส่วนแอโรไปบ้าง ในตอนนั้นคู่แข่งที่เป็นมวยถูกรุ่นเพียงหนึ่งเดียวที่สร้างขึ้นมาสำหรับ Group B เครื่อง 4,000 ซีซี โดยเฉพาะก็คือ Porsche 959 ซึ่งพัฒนามาเป็นรถถนนเต็มตัว แถมยังมีนิสัยช่วงล่างที่นุ่มสบายขับง่ายเหมือนกันอีกด้วย Porsche จดจำเป็นบทเรียนและส่งมันเป็นลงแรลลี่แทน ส่วน Ferrari ก็หันไปทำ GTO Evoluzione รถสำหรับการพัฒนาที่ใส่ชิ้นส่วนแอโรมาเต็มลำ กับเปิดโอกาสให้ทีมวิศวกรได้ลองผิดลองถูกเพื่อค้นหาศักยภาพที่แท้จริงของเครื่องยนต์ พวกเขาดันบูสต์ขึ้นไปจนกระทั่งมันผลิตแรงม้าได้ 650 ตัว ก่อนที่จะไขกลับลงมาเหลือ 470 แรงม้า จากนั้นก็เอาเครื่องบล็อคนั้นหย่อนลงไปในท้ายรถถนนสุดโต่งที่มีชื่อว่า F40

มันแชร์บุคลิกกับสัดส่วนบางมิติร่วมกับ F40 ด้วย เรื่องหลักๆ จะเป็นการวางมุมเอียงของพวงมาลัยและพลังบูสต์ที่คุมได้ง่าย ซึ่งทำให้การเรียกสมรรถนะออกมาใช้เป็นเรื่องง่ายมากกับ F40 แต่สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งได้ตลอดสำหรับรถคู่นี้ก็คือ F40 มีหน้าตาที่ดูเป็นรถแข่งทุกกระเบียดนิ้ว แต่แท้จริงแล้วมันถูกตั้งใจออกแบบมาให้เป็นรถถนน ในขณะที่ 288 GTO ที่มีน้อยคันกว่ามากและหล่อคมคายกว่ากลับถูกออกแบบมาเพื่อการแข่งขัน ทั้งๆ ที่หน้าตาของมันดูเหมือนรถถนนทุกจุด มันเป็นหนึ่งในรถที่ดีที่สุดของ Ferrari และหล่อที่สุดอย่างแน่นอน

ขอขอบคุณ Tom Hartly Jnr ที่ยอมให้เราได้สนุกกับ 288 GTO อันยอดเยี่ยมของเขา

Share

Leave a Reply