A Life Less Ordinary

F40 ที่คุณเห็นอยู่นี้เคยอยู่ในคราบทั้งรถถนนและรถสนามมาหมดแล้ว และเลขไมล์ของมันก็สูงจนน่าเหลือเชื่อ เราจะเล่าหนังชีวิตของมันให้คุณฟัง

Chapeau! คุณ Stefano Bucci เพราะในโลกที่เจ้าของ Ferrari บางคนยังขับรถตัดหญ้าจนไมล์วิ่งแซงรถของพวกเขานั้น แนวทางของ Bucci กลับตรงกันข้ามกันไปเลย เขาใช้ F40 ลงแข่งรายการ Italian GT series อยู่สองฤดูกาล โดยที่บางสนามก็ขับมันไปและกลับจากสนามอีกต่างหาก สิบปีหลังจากนั้นเลขไมล์ของมันจึงหมุนขึ้นไปถึง 90,000 กิโลเมตร ก่อนที่มันจะถูกรีบิลด์ใหม่ทั้งคันให้ดูเหมือนรถแข่งยิ่งขึ้น โดยเลขไมล์สุดท้ายนั้นทะลุไปเกิน 120,000 กิโลเมตร จากนั้นคุณก็คงจะทราบว่ามันถูกขายไปให้พี่ชายของนักแข่ง F1 สัญชาติเยอรมันคนนึง ก่อนที่ DK Engineering จะไปซื้อกลับมาในปี 2017 และกลับสภาพมันไปเป็นสเปกดั้งเดิมแบบตอนที่ออกมาจากโรงงาน ตบท้ายด้วยสติ๊กเกอร์ลายย้อนยุค จะมี F40 คันไหนที่ชีวิตโชกโชนกับไมล์เยอะกว่ามันอีกไหมเนี่ย?

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม 1992 Christiano Guasti เข้าไปรับรถ F40 รุ่นมาตรฐานหมายเลขแชสซีส์ 91078 มาจากโชว์รูม แต่หมึกในสมุดทะเบียนยังไม่ทันจะแห้ง เขาก็หักหลังด้วยการขายมันให้ Stefano Bucci ฮีโร่ของเราในคอลัมน์นี้ที่ราคา 455,000,000 ลิรา (ประมาณ 9 ล้านบาท) Bucci มีแผนการณ์รออยู่แล้ว และส่งมันไปที่ดีลเลอร์ Motor ใน Modena เพื่อแปลงมันเป็น Michelotto F40 GT ที่มี 540 แรงม้า ตัวถังน้ำหนักเบา ล้อแมกนีเซียม OZ เบรกโต โหลดเตี้ย ฯลฯ ทันที ต้นเดือนกรกฎามันก็ได้เอกสาร Group N และพร้อมลงแข่งในสนามที่เหลือของ Italian GT Championship ของฤดูกาลนั้น ซึ่งเรียกกันอย่างเป็นทางการว่า Gran Criterium Supercar GT

F40 เป็นการอัพเกรดก้าวใหญ่ของ Bucci จากรถแข่งคันก่อนของเขา แต่ตั้งแต่สนามแรกเขาก็ขึ้นมาอยู่หัวแถวร่วมกับ F40 คันอื่นๆ ได้แล้ว มันคงเป็นภาพที่น่าดูมากที่ F40 ห้าคันจะเบียดแย่งกันเพื่อเข้าโค้งแรกของสนาม Misano, Mugello และ Imola ตามมาด้วยฝูง 911 Carrera RS และ Esprit อีกสองสามคัน ในปีนั้น Bucci ขึ้นยืนบนโพเดียมได้ครบทุกตำแหน่งได้อย่างน่าทึ่ง เขาได้อันดับสาม อันดับสอง และชนะที่ Mugello และด้วยความที่ Group N เป็นคลาสที่มีการดัดแปลงรถน้อยที่สุด เขาจึงยังสามารถขับมันไปและกลับจากสนามแข่งได้อยู่ ซึ่งก็ช่วยอธิบายว่าทำไมรถถึงวิ่งไปตั้ง 20,000 โล ภายในเวลาสองปีที่มันแข่งในรายการแชมเปี้ยนชิพ GT ระดับประเทศ

รายการแข่ง GT ที่ใช้รถซูเปอร์คาร์เวอร์ชันถนนมาดัดแปลงกำลังระบาดไปทั่วยุโรปในตอนนั้น และรายการ Italian GT ในปีต่อมาก็มีรถซูเปอร์คาร์มากหน้าหลายตายิ่งกว่าเดิมมาเข้าร่วม รวมถึง TWR Jaguar XJ220s สองคัน กับ 911 Turbo ด้วย ในปี ’92 โทนสีแดงเหลืองถูกนำมาใช้กับฝูง F40 เพื่อทำให้มันดูเป็นรถสนามยิ่งขึ้น เช่น ลายคาดสีดำบนรถสีแดงของ Bucci, ลายคาดขาวบนรถสีแดงของแชมป์ Rosario Parasiliti, ฯลฯ แต่พอเป็นปี ’93 มันก็มีลายคาดที่ดุดันยิ่งกว่าเดิมโผล่มาใหม่ อันที่น่าทึ่งสุดคงจะเป็นสีขาว เหลือง และแดงธีม ‘Monte-Shell’ ใน Jolly Club F40 ของ Marco Brand ส่วนทางฝั่ง Bucci เองก็ไม่น้อยหน้า เขาออกแบบลายคาดใหม่ขึ้นมาเองด้วยการใช้สีดำกับทองในครึ่งล่างของรถและแถบคาดกลาง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสีของ John Player Special ความสำเร็จของ Bucci ยังแผ่ไปถึงกิจการที่ทำวัสดุใหม่ๆ (ว่ากันว่าเขาเป็นคนทำชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ส่งให้ทีม Ferrari F1) เขาจึงไม่ได้ต้องการสปอนเซอร์ และนั่นก็เป็นที่มาของมุกคำว่า ‘Sponsor’ ที่อยู่บนหน้ารถพร้อมเครื่องหมายอัศเจรีย์สามอัน

มันเป็นอีกครั้งที่ Bucci ลงแข่งไม่ครบทุกสนามแต่ก็ประสบความสำเร็จดีทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อมีกลุ่ม Jaguar คอยท้าทายตำแหน่งแชมป์จาก F40 อยู่ด้วย เขาจบการแข่งด้วยที่ 2 ที่สนาม Misano และที่ 4 ที่ Monza และในขณะที่รถจากทีม Marco Brand คว้าแชมป์ไปครอง รถ Monte-Shell ก็ได้ตำแหน่ง F40 ที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันมากที่สุดไป

Bucci ยังคงเติมไมล์จากพื้นถนนให้รถอย่างต่อเนื่อง เขาขับข้ามทวีปไปลงแข่ง Monaco GP ในปีนั้น และถึงแม้เขาจะเกษียณ F40 จากสนาแข่งในตอนสิ้นปี ’93 แต่ Bucci ก็ยังคงลงแข่งพวกรายการระยะไกลด้วยรถคันอื่นๆ ของเขาอย่างต่อเนื่อง เขาลง Daytona 24 Hours อยู่หลายครั้ง เช่นเดียยวกับ Le Mans และงานแข่งเอ็นดูรานซ์อื่นๆ ในยุโรปที่ระยะทางแข่งสั้นกว่า แต่ถึงแม้ F40 จะเว้นว่างจากความเดือดดาลในสนามแข่ง มันก็ไม่ได้จอดพักอยู่เฉยๆ 10 ปีหลังจากนั้นเลขไมล์ของมันก็เพิ่มขึ้นมาอีกตั้ง 70,000 กิโลเมตร

ในปี 2003 ที่เลขไมล์ 90,000 กิโลเมตร Bucci ตัดสินใจว่ามันถึงเวลาแล้วที่ F40 จะได้รับชีวิตใหม่ เขาสั่งให้อู่ตัวถัง SG Racing ชื่อดังของ Gianni Sala ที่เป็นที่ยอมรับในวงการให้ทำการบูรณะชุดใหญ่อีกครั้ง แต่เขาไม่ได้ต้องการแค่การรีบิลท์ทั่วไปแบบมาตรฐาน ตัวรถจึงกลับมาออกจากอู่พร้อมหน้ารถในสไตล์ตัวแข่ง LM ที่ใช้ไฟหน้าแบบตายตัว มีสปอยเลอร์หน้า Snorkel บนหลังคา และสปอยเลอร์หลังคาร์บอนไฟเบอร์แบบตัวแข่ง LM แล้วก็ยังมีพวงมาลัยที่ได้ไอเดียมาจาก F1 อีกด้วย

Bucci แขวนนวม (รองเท้าแข่ง?) และใช้ F40 เดินทางในยุโรปน้อยลง ทำให้ไมล์สะสมประจำปีของมันเริ่มถดถอยลงมาบ้าง แต่กระนั้นในปี 2015 เลขไมล์ก็ยังเพิ่มมาอีก 30,000 กิโลเมตร ทำให้ชั่วโมงบินของ Bucci หลังพวงมาลัยรถคันนี้สูงถึง 120,000 กิโลเมตร ในเวลา 23 ปี

จากนั้นรถก็ถูกประกาศขายและมีคนเยอรมันมาซื้อไป เอกสารในตอนนั้นบอกว่ามันถูกซื้อและจดทะเบียนในชื่อ Daniel Sutil พี่ชายของ Adrian นักแข่ง F1 ชาวเยอรมัน

หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากนักไปอีก 2 ปี จนกระทั่ง DK Engineering มารู้ข่าวและตามมาขอซื้อ รถถูกส่งมาถึงอู่ของพวกเขาใน Chorleywood ตอนฤดูใบไม้ผลิปี 2017 และถูกบูรณะอีกรอบพร้อมกับกลับสภาพไปเป็น F40 GT สเปกเดิมจากโรงงานกับสติ๊กเกอร์ลาย ‘Sponsor’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของมัน และติดชื่อ Bucci เอาไว้บนหลังคา ประเด็นมันอยู่ที่ว่าการบูรณะนั้นทำออกมาได้อย่างงดงาม และเจ้า F40 ก็ดูยอดเยี่ยมมาก

มันไปโชว์ตัวที่งาน Salon Privé ที่ Blenheim Palace ในเดือนกันยายน 2017 กับงาน Ferrari-only Saturday และชนะรางวัล Outstanding 8-Cylinder Trophy กับได้รับโหวตเป็น People’s Choice (หรือที่รู้จักกันว่า Best of Show) ในเดือนพฤษภาคม 2018 มันกลับสู่สนามแข่งอีกครั้งและซิ่งโชว์ในรอบสาธิตของรุ่น Ferrari Challenge and GT cars ที่สนาม Red Bull Ring ในออสเตรีย นั่นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1993 ที่มันได้วิ่งเคียงบ่าเคียงไหล่กับรถ Monte-Shell อีกครั้ง และทำให้เนื้อเรื่องของ F40 อันเยี่ยมยอดในคอลัมน์นี้จบบริบูรณ์

 

Share

Leave a Reply