BB BERLINETTA BOXER

ซูเปอร์คาร์เครื่องยนต์กลางคันแรกของ Ferrari ทำให้มีผู้คนแสดงตัวว่าอยากเป็นเจ้าของอย่างมากมายได้อย่างไร และอะไรคือข้อเท็จจริงของความยากในการขับขี่ อ่านต่อไป…..

ฉบับที่แล้วเราเขียนใน buying guide เป็นเรื่องของ 365 GTB/4  ซึ่งรู้จักกันมากกว่าในชื่อ Daytona และตอนนี้ ด้วยความนิยมการเรียงลำดับตามเหตุการณ์ (เราไม่ได้ทำนิตยสารฉบับนี้แบบลวก คุณก็รู้อยู่แล้ว) เราจะให้ความสำคัญกับรถที่ผลิตขึ้นมาแทนที่เป็นเรือธงใหม่ของ Ferrari ในปี 1973 นั่นก็คือ Berlinetta Boxer

เราขอเริ่มต้นด้วยชื่อนั้นเพราะว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญสำหรับ Maranello หลังจากที่เวลา 1 ใน 4 ของศตวรรษใช้ไปกับการผลิตรถสำหรับถนนทั่วไป ที่มีกระบอกสูบสองแถวจัดแบบตัววี’ Ferrari จัดการเปลี่ยนเป็นเครื่องสูบนอนสำหรับรถซุปเปอร์สปอร์ตคันใหม่

เดี๋ยวนี้ บรรดาวิศวกรจะบอกคุณว่าเครื่องยนต์สูบนอนมีน้อยเท่าน้อยที่เป็นบ็อกเซอร์จริง และ BB เครื่อง 12 สูบนอน ที่จริง แล้วคือ V12 ที่มีลูกสูบ 2 แถวทำมุมระหว่างแถวเปิดไปถึง 180 องศามากกว่า แต่มันไม่ใช่เรื่องอะไรใหญ่โต คำว่าบ็อกเซอร์แค่ทำให้เห็นภาพของลูกสูบที่อยู่ตรงข้ามกันชกเข้าหากันและอีกอย่างชื่อ Berlinetta Boxer ฟังดูเท่ มี 12 สูบนอน คล้องจองกับเครื่องยนต์ของ Scuderia ซึ่งเป็นทีมแข่งของ Ferrari ใน Formula 1 ที่ได้ทำตามฟอร์แมตนี้มาตั้งแต่ปี 1970 ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์สำหรับรถแข่งและรถสำหรับขับบนถนนจะมีการออกแบบที่ต่างกันก็ตาม

การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่อื่นสำหรับ BB แน่นอนว่ามันคือตำแหน่งที่ตั้งเครื่องยนต์ คุณ Enzo Ferrari เคยเชื่อเสมอมาในเรื่องม้าก่อนเกวียน อย่างน้อยในส่วนที่ V12 berlinetta ของเขาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ Miura เครื่องยนต์กลางของ Lamborghini ทำให้ Daytona ดูพ้นสมัย และ Countach คันใหม่ที่มาแทนที่ Miura ยิ่งทันสมัยยิ่งขึ้นในตอนนั้น ดังนั้นซุปเปอร์คาร์คันใหม่ของ Ferrari ยิ่งต้องมีเครื่องยนต์อยู่หลังคนขับ

การเปลี่ยนไปเป็น 12 สูบนอน ส่วนหนึ่งถูกกำหนดขึ้นจากความคิดเรื่องการบรรจุสิ่งต่าง ลงภายใน สิ่งหนึ่งที่น่าตะลึงเกี่ยวกับ Miura นอกจากเส้นสายลายแบบที่เยี่ยมยอดแล้วยังมีเครื่องยนต์ที่วางขวาง โดยเสื้อสูบกับกระปุกเกียร์หล่อเป็นชิ้นเดียวกัน และใช้น้ำมันร่วมกัน มันเป็นการบรรจุภายในที่สุดยอด ซึ่งถึงแม้ว่าห้องคนขับจะแคบไปหน่อยเมื่อเทียบกับของ Daytona และด้วยความห่วงว่าเครื่องยนต์นอนและมีกระปุกเกียร์อยู่ข้างหลังจะเพิ่มระยะให้กับช่วงล้อหรือไม่ก็แย่งพื้นที่ห้องคนขับ Ferrari จึงตัดสินใจว่า BB ควรจะมีชุดส่งกำลังอยู่ใต้เครื่องยนต์ ซึ่งจะทำให้ช่วงล้อสั้นลงและห้องคนขับกว้างขึ้น อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เครื่องยนต์สูบนอน มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำอย่างสมเหตุสมผล ถึงแม้ว่าจะยังทำให้น้ำหนักส่วนใหญ่ อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าระดับที่ดีที่สุด เมื่อดูในมุมของการบริหารการขับขี่

เมื่อรถเปิดตัวออกมาในชื่อ 365 GT4/BB ในปี 1973 มันไม่ได้ทำให้เกิดความตกอกตกใจอะไรในช่วงแรก สื่อชอบเส้นสายและลายแบบที่หมดจดของ Pininfarina รวมทั้งสมรรถนะด้วย สถิติโดยนิตยสาร Road & Track ทำได้ 175 ไมล์ต่อชั่วโมง ทำให้ BB เป็นรถที่เร็วที่สุดเท่าที่ได้เคยทดสอบจนถึงตอนนั้น (ความจริงแล้ว BB ในช่วงแรก ไม่ได้รับใบอนุญาตให้ขายในสหรัฐอเมริกา แต่รถบางคันรวมทั้งคันที่นำไปทดสอบเป็นการนำเข้าส่วนตัว) ในสหราชอาณาจักรสถิติของ Motor ทำได้ 6.5 วินาทีสำหรับการเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ไม่มีนิตยสารใดพบความผิดพลาดให้ได้วิพากษ์วิจารณ์กันมากนัก R&T สรุปว่าการบริหารการขับขี่รถ เป็นความสุขใจของแฟนคลับและเมื่อหลายปีผ่านไป BB ได้ชื่อในแง่ข้อจำกัดที่จัดการยาก ดูง่าย อย่างเช่นถ้าต้องการหยุดกะทันหันกลางทางโค้ง น้ำหนักของเครื่องยนต์จะยังคงเดินหน้าของมันไป ทำให้ท้ายสะบัดและรถหมุน

ถ้าเรื่องนี้ทำให้คุณตัดสินใจไม่ซื้อในวันนี้ไม่ซื้อจริงหรือจงทราบว่าตราบเท่าที่คุณใสใจในเรื่องฟิสิกส์และขับรถอย่างมีสติ มันไม่น่าจะเป็นปัญหา ที่จริงแล้ว มีรถคลาสสิกบางคันในวันนี้ที่คนขับรถขับแบบนักทดสอบเท้าหนักที่ขับตอนที่รถออกใหม่ เหมือนอย่างนักเขียนของ Enzo คนหนึ่ง John Simister พบว่าเมื่อเขาลองขับรถ 3 แบบสำหรับเรื่องปกของเราในฉบับที่ 5 เครื่องบ็อกเซอร์ที่ยังฟิต ตอบสนองแบบที่คาดหวังได้จากรถเครื่องกลางในสมัยนั้น และถึงแม้ว่าจะเสียการควบคุมจากท้ายปัดตอนที่เร่งเข้าสู่โค้ง มันแก้ได้ตราบที่คุณคืนกำลังไปที่ล้อหลัง สรุปสั้น คือ อย่าทำในทางที่ผิดมันก็จะมีอะไรให้สนุกเยอะ

ดังนั้นน่าเป็นบ็อกเซอร์ตัวไหนที่เราควรจะหาซี้อกัน สำหรับ 365 ตัวออริจินัล (ตั้งชื่อตามขนาดบรรจุของแต่ละลูกสูบ และใช้ขนาดกระบอกสูงและจังหวะสูบในมิติเดียวกันกับ Daytona ที่กำลังพ้นยุคไป) ไม่เป็นที่ถกเถียงว่าเป็นตัวแท้สุดและบางคนยังบอกว่าเร่งเครื่องได้อย่างมีความสุขที่สุด และเป็นตัวที่หายากที่สุดด้วยเพราะผลิตมาแค่ 387 คัน ซึ่งรวม 58 คันพวงมาลัยขวา สำหรับตลาดสหราชอาณาจักร  เครื่องยนต์ 12 สูบนอน 4,390 ซีซี พร้อมด้วยคาบูเรเตอร์ triple twin-choke Weber 40 IF3 ซึ่งแจ้งว่าสามารถให้พลัง 344 แรงม้าและ 302 ปอนด์ฟุต และมันง่ายที่จะสังเกตเห็นจากด้านหลัง ที่มีไฟท้าย 3 ตัว (และท่อไอเสีย 3 หัว) ในแต่ละข้าง

คันที่มีขนาดบรรจุใหญ่กว่าคือ 512 ผลิตมาแทนในปี 1976 ให้ชึ่อในรูปแบบที่ต่างจากแบบเดิม คราวนี้ใช้ตัวเลข 5 ลิตรและ 12 กระบอกสูบ (ขนาดบรรจุจริง 4,942 ซีซี) และแจ้งว่ามีการรังสรรค์เพิ่มขึ้นทั้งในแง่พลังและ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง) แรงบิด เพิ่มเป็น 360 แรงม้าและ 330 ปอนด์ฟุต เวลาเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ตอนนี้น้อยกว่า 6 วินาที และความเร็วเต็มพิกัดมากกว่า 180 ไมล์ต่อชั่วโมงนิดหน่อย ในจำนวนบ็อกเซอร์ที่ใช้คาบูเรเตอร์ 512 มีจำนวนค่อนข้างเยอะ (โรงงานผลิต 929 คัน เป็นรถสำหรับสหราชอาณาจักร 128 คัน และยังมีการปรับแต่งพิเศษอีกจำนวนเล็กน้อย (การมีแอร์เป็นหนึ่งในนั้น) และมีล้อหลังที่กว้างขึ้นด้วย ซึ่งต้องทำให้ตัวถังด้านหลังกว้างกว่ามาตรฐานเล็กน้อย ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดกว่ามีเรื่องเลนส์ไฟท้ายที่มี 4 ตัวแทนที่จะเป็น 6 ตัว

การวิวัฒน์ต่อมาเกิดขึ้นในปี 1981 ด้วย 512i เป็นรุ่นที่เปิดตัวระบบหัวฉีดน้ำมัน เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผ่านกฎหมายการปล่อยไอเสียของสหรัฐอเมริกา การใช้หัวฉีดทำให้เครื่องยนต์ทั้งสะอาดและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ถ้าตั้งอย่างถูกต้องในปัจจุบันจะช่วยให้วิ่งได้นิ่มนวลและสตาร์ตขณะร้อนง่ายขึ้น และได้ระยะทางต่อแกลลอนเพิ่มขึ้นด้วย ถึงแม้ว่ากำลังสูงสุดจะต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 345 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดไม่เปลี่ยนแปลงที่ 330 ปอนด์ฟุตเส้น torque curve ค่อนข้างแบนกว่าทำให้รู้สึกมีพลังมากขึ้น ตัว 512i ไม่มีสีทูโทน โดยอยู่ในสายการผลิต 3 ปีจนกระทั่งโดนแทนที่ด้วย Testarossa ในปี 1984 ช่วงเวลานั้นผลิตไป 1,007 คัน (และว่ากันว่ามีแค่ 48 คันที่พวงมาลัยขวา)

จะเลือกคันไหนดี มีบทสรุปง่าย ที่มีน้ำหนักสุดคือเลือกรถที่ดีที่สุดที่คุณสามารถจะมีได้ ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนก็ตาม และอีกอย่างคือมีคนชอบและหนุนเครื่องยนต์ทั้งแบบหัวฉีดและแบบคาบูเรเตอร์ ถ้าดูสมัยใหม่หน่อยและกินน้ำมันน้อยลงไปหน่อย แบบหัวฉีดน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ถ้าชอบลักษณะและเสียงของเครื่องยนต์คาบูเรเตอร์ ลองคิดถึงเสียงคำรามของเครื่องที่น่ารักแบบนั้น BB รุ่นก่อน น่าจะเป็นทางเลือก อย่างที่ Russell Smith ผู้จัดการฝ่ายบริการของ Bob Houghton Ltd พูดว่ารถคาบูเรเตอร์อาจจะมีปัญหาบ้างในการสตาร์ต แต่ถ้าคุณอยากได้รถคลาสสิก คุณคงต้องการให้มันมีเสียงและความรู้สึกของความคลาสสิก

ประวัติการเข้าศูนย์อย่างต่อเนื่องกับ ดีลเลอร์ของ Ferrari และได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญน่าจะเป็นช่องแรกที่กา อย่ากลัวถ้ารถเคยมีเจ้าของมามากหน่อย มันเป็นแบบนี้เสมอสำหรับ Ferrari ประวัติการเข้ารับบริการเป็นสิ่งสำคัญสุด ถ้ารถมีการเปลี่ยนสายพานราวลิ้น เมื่อไม่นานมานี้ ยิ่งดี มันเป็นงานที่ต้องยกเครื่องออกมาทำและใช้เงินประมาณ 3,500 ปอนด์

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเบรกและตรวจเช็คทั่วไปทุกปี น้ำมันเกียร์ควรเปลี่ยนทุก 2 หรือ 3 ปีและสายพานราวลิ้นทุก  3 ปีมันเป็นเครื่องยนต์ที่คงทน’ Russell กล่าวต่อตราบเท่าที่มันได้รับการบริการอย่างถูกวิธี จะไม่ค่อยมีปัญหาจุกจิกกวนใจ กระนั้นเรายังเสนอให้ทดสอบกำลังอัดกระบอกสูบด้วย

เพราะว่าลูกสูบเป็นแบบนอน ทำให้เกิดการสึกด้านล่างของกระบอกสูบ และจำไว้ด้วยว่าเมื่อดับเครื่องน้ำมันเครื่องจะไหลลงไปที่ก้นของกระบอกสูบ  ดังนั้นเมื่อสตาร์ตเครื่องครั้งต่อไป คุณจะได้ควันพ่นออกมาเสมอเพราะมันปั๊มเอาน้ำมันล้วนที่ก้นของกระบอกสูบออกมา ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงถ้ามีควันตอนสตาร์ตเครื่องใน 30 วินาทีแรก มันเป็นเรื่องปรกติ แต่ถ้ามันยังคงมีควันอยู่ตอนเครื่องร้อนแล้วแน่นอนว่ามันมีปัญหา ในการขับทดสอบ ต้องให้ชัดว่ามันวิ่งโดยกระบอกสูบทั้ง 12 กระบอกโดยไม่มีช่วงสะดุดในการทำงาน

หัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง K-Jetronic ของ Bosche ที่ติดตั้งใน BBi ไม่ควรมีปัญหาอะไรเพราะ ชิ้นส่วนสำหรับการยกเครื่องมีเหลือเฟือ และการบำรุงรักษาไม่เปลืองเวลาเหมือนการตั้งเครื่องและการดูแลรักษาชุดคาบูเรเตอร์ ที่บางครั้งซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน หัวมิเตอร์อาจจะไม่ทำงานได้เครื่องยนต์สตาร์ตไม่ติดหรือสตาร์ตยากขณะร้อน มักจะเป็นปัญหาที่พบ’ Russel กล่าวว่า อย่างที่เคยบอกประจำว่ารถที่ใช้งานสม่ำเสมอมีแนวโน้มจะมีปัญหาน้อย….

ส่วนใหญ่ที่จะเป็นปัญหาสำหรับ Boxer คือเฟืองท้าย หลาย ปีที่ผ่านมามีการปรับแต่งให้มีความแข็งแรงมากขึ้นดังนั้น 365 จึงมีความแข็งแรงน้อยสุด แต่มันยังเป็นจุดอ่อนที่ใหญ่สุดของ BB เคสสุดท้ายที่เราเห็น เป็นฟันของเฟืองมงกุฏแตกไปตัวหนึ่งจนติดขัดและทำให้กระปุกแตก และปัญหาที่แท้จริงคืออะไหล่ที่มีน้อย ตอนนี้หายากจริง ดังนั้นการตรวจสอบรถย่างละเอียดทั้งส่วนบนและส่วนล่างของเกียร์และพยายามฟังเสียงที่ไม่ปรกติของระบบขับเคลื่อนแต่อย่าแปลกใจถ้าคลัทช์จะหนักและการเปลี่ยนเกียร์จะติดตอนเครื่องเย็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าเกียร์ 2 แต่เกิดถ้าเปลี่ยนเกียร์แล้วติดตอนเครื่องเริ่มร้อนแล้วอันนี้จึงเป็นปัญหาที่ต้องห่วง

Boxer เหมือนกับ Ferrari ทั้งหมดในยุคนั้นที่ถูกสร้างขึ้นจากโครงสร้างทรงอ้วนจากท่อเหล็กกล้าทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้า มองไม่เห็นทั้งหมดถ้าไม่เอาแผ่นปิดใต้ท้องรถออก มันควรมีขอบที่เป็นลอนและตรงต่อเนื่องกันตรงที่ติดกับระบบกันสะเทือน มันต้องใส่แผ่นชิมเพื่อให้ติดตั้งได้อย่างถูกต้อง’ Russell กล่าวต่อว่าถ้ามีแผ่นชิมหนึ่งนิ้วอยู่ฝั่งหนึ่งและไม่มีอีกฝั่งหนึ่ง มีความเป็นไปได้ว่าจะงออยู่ในจุดใดจุดหนึ่ง เหมือนกับเบรกแล้วพวงมาลัยดึง

ส่วนของกระจังหน้าที่พับได้และส่วนท้ายเป็นอลูมิเนียม เหมือนกับประตู ด้านล่างของตัวถังที่กระจังหน้าและท้ายเป็นไฟเบอร์กลาสที่เหลือเป็นเหล็กกล้ามันไม่น่าจะผุง่าย’ Russel บอกนี่มันเป็นรถอิตาลีนะ …’

Boxer ส่วนใหญ่ดูจะสูงเล็กน้อย ทำให้น่าจะมีลมมากเกินไปที่ใต้ซุ้มล้อ มันเป็นไปตามระบบที่ได้ตั้งไว้ ถึงแม้ว่าผลกระทบจะพูดเกินจริงไปหน่อย ในกรณีที่ติดตั้งยางสมัยใหม่หน้ากว้าง (ยางมิชิลิน TRX แบบดั้งเดิมสำหรับล้อเมตริกค่อนข้างจะหายากในปัจจุบัน และรถบางคันทำขอบเลียนแบบติดตั้งล้อในหน่วยวัดอิมพีเรียล เพื่อให้มีตัวเลือกของยางที่มากขึ้น)

ด้านใน ทำให้มั่นใจว่าอะไรที่เป็นระบบไฟฟ้ายังทำงานได้อยู่  กล่องฟิวส์อาจมีความร้อนเกินได้ และตรวจสภาพของหนังตลอดช่วงบนของแผงหน้าปัด ซึ่งสามารถลอกออกมาได้ถ้าโดนแดดเผามาก เป็นงานใหญ่ถ้าจะทำให้เหมือนเดิมโดยรวมแล้วชิ้นส่วนหาได้เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งเลนซ์ไฟสัญญาณหน้าที่มีขนาดใหญ่

ถ้าคุณอยากได้ Boxer ซักคันหนึ่ง ตัว 512s เริ่มต้นประมาณ 200,000 ปอนด์ สำหรับแบบพวงมาลัยซ้าย ไปจนถึงประมาณ 300,000 ปอนด์สำหรับตัวที่ดีที่สุดที่ขับน้อยพวงมาลัยขวา และเพิ่มอีกประมาณ 50,000 ปอนด์สำหรับ 365 ที่หายาก ซึ่งดูค่อนข้างแพง แต่ลองคิดดูว่า Boxer เป็นของเย้ายวนใจของจริงและยังเป็นซุปเปอร์คาร์คลาสสิกที่ใช้งานได้จริงมันดูไม่แพงเท่าไหร่เลย

What the road testers said at the time

สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยตัวเลขต่าง คือความรู้สึกถึงกำลังของ Boxer ที่อยู่ภายในเป็นอะไรที่เริ่มที่เส้นสตาร์ตและวิ่งต่อไปโดยไม่มีการหยุดจนกระทั่งมีการชะงักของการเร่ง มันมีมนต์ตราเล็ก ที่น่าจดจำสำหรับทั้งหมด มีเสียงเหมือนฟองอากาศที่เกิดจากขุมพลังในช่วงแรก เครื่องยนต์ดูเหมือนกระแอมลำคอเพื่อเคลียร์ท่อทั้งหลาย คุณเพียงเข้าเกียร์และเฝ้าดูมาตรความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และฟังเสียงที่เหมือนกับดนตรี ที่เป็นเสียงคำรามเฉพาะตัวของ Ferrari ดังน้อยกว่า V12 ที่เล็กกว่า แต่ด้วยความราบรื่นจากหลายสูบที่เป็นปรกติ

กำลังพวกนั้นอาจจะไม่มีความหมาย ถ้าไม่มีระบบกันสะเทือนที่เข้าคู่กันและอีกครั้งหนึ่งที่ Boxer ไม่ทำให้ผิดหวัง มันมีความสมดุลที่ดีและไม่ว่าจะพุ่งไปเร็วขนาดไหนยังสามารถขับขี่ได้อย่างนิ่มนวล อย่างเส้นทางสกีของเรา มันต้องเลี้ยวลดรอบเสาด้วยความแม่นยำและพร้อมที่จะขยับอย่างรวดเร็วเมื่อตัวเหวี่ยงไปข้างหน้า ซึ่งบนถนนทั้งหมดนี้หมายความถึงรถที่อยู่ในสภาพดื้อโค้งในช่วงแรก ซึ่งสามารถทำให้กลับมาเข้าไลน์และเลยไปจนถึงขั้นไวโค้งได้ แล้วแต่ความจำเป็นของคนขับ และมันยังเป็นรถที่สามารถดื้อแพ่งกับพวกอ่อนประสบการณ์ อย่างเช่นคนที่ไปเสียศูนย์และสติแตกในโค้งรัศมีกว้างที่หันกลับไปใช้สัญชาติญาณและเบรก

Boxer ไม่ได้เป็นรถเร็วที่สุดที่เราได้ทดสอบที่จะไปแย่งมงกุฎชัยชนะจาก Countach ได้ แต่นั่นไม่สำคัญ ซึ่งเป็นเพราะว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว Ferrari 512 Boxer ได้ชัยในรางวัลที่สำคัญกว่าคือเป็นรถ GT และสปอร์ตทุกประเภทที่ดีที่สุดจากรถทั้งหมดที่เราได้เคยทดสอบ

Countach น่าทึ่งในเรื่องการออกแบบและแน่นอนว่า เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่การออกแบบลืมไปว่าคนขับต้องสามารถทำงานในรถและรู้สึกว่าสามารถควบคุมเจ้ากระทิงดุตัวนี้ได้ Boxer มีทุกอย่างทั้งความเร็วและการบริหารการขับขี่ รูปทรงที่น่าดูและห้องคนขับที่ทำมาอย่างดี และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือชื่อเสียงในด้านความวางใจได้การขับทดสอบ 512 BB Road & Track มีนาคม 1978

Specification (512BB)

ENGINE Flat-12, 4942cc, 4x Weber twin-choke carburettors MAX POWER 360bhp @ 6200rpm   MAX TORQUE 330lb ft @ 4600rpm TRANSMISSION Five-speed manual, rear-wheel drive SUSPENSION Front and rear: double wishbones, coil springs, telescopic dampers, anti-roll bar STEERING Rack and pinion, unassisted BRAKES Vented discs, 288mm front, 297mm rear WHEELS 7 x 15in alloy TYRES 215/70 VR15 WEIGHT 1515kg POWER TO WEIGHT 241bhp/ton 0- 60MPH c5.5sec TOP SPEED 180mph-plus (claimed) PRICE NEW £26,450 (£160,000 in today’s money) VALUES TODAY £225,000-£300,000

Share

Leave a Reply