Buying Guide | Magnum Opus

308 GTB/GTS เป็นโมเดลที่จำหน่ายขายดีที่สุดของ Ferrari หากคุณอยากจะมีไว้สักคันเรามีคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับคุณ

ในอดีตกาลบ่อยครั้งที่ Enzo Ferrari จะยืนยันว่ารถถนนของเขาจะต้องใช้เครื่องยนต์แบบ V12 เท่านั้น และนั่นนำมาซึ่งเหตุผลว่าทำไมเมื่อเริ่มต้นเดินเครื่องสายการผลิตรถยนต์รุ่นที่ผลิตจำหน่ายทั่วไปรุ่นต่าง ๆ จึงต้องเลือกเครื่องยนต์แบบ V6 และ V8 เป็นเครื่องยนต์ติดตั้งออกจากโรงงานและยังต้องใช้ชื่อแบรนด์ว่า Dino ซึ่งบางครั้งผู้เป็นเจ้าของรถหรือแม้กระทั่งผู้นำเข้าจะนำตราสัญลักษณ์ Ferrari มาติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไปในทันทีที่สายตาของ Maranello สอดส่องไปไม่ถึง

โมเดลแรกที่ออกจำหน่ายเป็น Dino 206 และ 246 GT ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ V6 จากนั้นจึงตามมาด้วย Dino 308 GT4 2+2 เครื่องยนต์ V8 ที่เป็นรถยนต์ที่ดีโมเดลหนึ่งแต่สไตล์การออกแบบของ Bertone แตกต่างไปจากการออกแบบ Dino โมเดลก่อนหน้านี้ที่เป็นผลงานการออกแบบของ Pininfarina อย่างมากอย่างไรก็ตามเมื่อ Ferrari  หวนกลับมายึดสไตล์การออกแบบที่เป็นแนวทางของ Ferrari เองในโมเดลรุ่นที่มาแทนที่ 246 GT นั่นคือ 308 GTB ในปี 1975 เสียงชื่นชมความยินดีปรีดาได้หวนกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง 308 GTB เป็นผลงานการออกแบบของ Leonardo Fioravanti ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าได้ดึงความโดดเด่นของ 246 GT มาผสมผสานกับแนวเส้นที่เรียบง่ายที่เป็นสไตล์ของ Fioravanti และเอกลักษณ์ของ Berlinetta Boxster ที่เปิดตัวไปไม่นานก่อนหน้านี้ได้อย่างกลมกลืนลงตัว

ในด้านของเครื่องยนต์ V8  four-cam 3 litre จาก 308 GT4 2+2 ถูกยกมาใส่ไว้ใน GTB ที่มีน้ำหนักเบาและลู่ลมมากกว่าโดยรุ่นที่ผลิตออกมาในช่วงต้นจะมีตัวถังเป็นแบบไฟเบอร์กลาสและเป็น Ferrari รุ่นแรกที่เป็นผลมาจากการใช้อุโมงค์ลมของ Pininfarina ในการพัฒนาผลที่เกิดขึ้นคือการทำอัตราเร่งจาก 0 – 60 ไมล์ต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 6.5 วินาที มีความเร็วสูงสุดกว่า 150 ไมล์ต่อชั่วโมงทั้งนี้ Paul Frere เคยทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 154 ไมล์ต่อชั่วโมงเมื่อครั้งที่ทำการทดสอบ GTB ให้กับนิตยสาร Road & Track

สำหรับ 308 GTB นอกเหนือจะเป็นการแหวกกฎเกณฑ์ของ Enzo Ferrari ในเรื่องของขนาดเครื่องยนต์แล้วยังเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ทำตลาดภายใต้ตราสัญลักษณ์และชื่อ Ferrari ซึ่ง 308 GTB ไม่เพียงแต่จะมีความสวยสดงดงามแล้วยังมีสมรรถนะและประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมอีกทั้งยังมีราคาจำหน่ายเพียง 2 ใน 3 ส่วนของ Berlinetta Boxster พร้อมการติดตั้งตราสัญลักษณ์ Ferrari ไว้ที่จมูกด้านหน้า แน่นอนว่าเป็นโมเดลที่สร้างความสุขให้กับฝ่ายการเงินของ Fiat ที่เป็นต้นสังกัดอย่างยิ่ง

308 GTB เป็นโมเดลที่จำหน่ายขายดีที่สุดของ Ferrari ก่อนที่ 360 Modena จะมารับช่วงต่อยอดความสำเร็จ ทั้งนี้ช่วงระยะเวลาระหว่างปี 1975 ถึง 1985 ทั้ง Ferrari 308 GTB/GTS(หลังคาแบบ targa) และ QV(quattrovalvole ในภาษาอิตาลีหมายถึงเครื่องยนต์ 4 วาล์วต่อสูบ) มียอดจำหน่ายรวมกันกว่า 12,000 คัน และเมื่อ 308 ถูกต่อยอดขึ้นเป็น 328 ด้วยเครื่องยนต์บล็อกใหญ่ขึ้นในปี 1985 โมเดลนี้สามารถจำหน่ายได้ถึง 7,412 คันก่อนที่ Ferrari จะตัดสินใจยุติสายการผลิตในปี 1988 ดังนั้นประชากรของสปอร์ตคลาสสิคคาร์โมเดลนี้จึงยังมีอยู่มากพอสมควรในตลาดซื้อขายในปัจจุบัน

Ferrari 308 ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ที่นักสะสมนิยมเป็นรุ่นตัวถังไฟเบอร์กลาสเช่นในรูปที่นำมาประกอบบทความซึ่งเวอร์ชั่นนี้ผลิตขึ้นเพียง 808 คันก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นตัวถังเหล็กในเดือนมิถุนายนปี 1977 โดยน้ำหนักตัวรถเป็นจุดสังเกตสำคัญซึ่งตัวถัง GRP มีน้ำหนักเพียง 1,090 กิโลกรัมเมื่อยังไม่เติมของเหลวต่างๆ เข้าไปหรือประมาณ 1,250 กิโลกรัมเมื่อเติมของเหลวต่าง ๆ แล้วขณะที่เมื่อเปลี่ยนตัวถังเหล็กน้ำหนักตัวรถเพิ่มขึ้นเป็น 1,400 กิโลกรัมและไม่เพียงน้ำหนักที่เบากว่าเท่านั้นแต่ 308 รุ่นแรก ๆ ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่ใช้เครื่องยนต์แบบ V8 พร้อมคาร์บูเรเตอร์ของ Webers แบบ twin-choke และอ่างน้ำมันเครื่องแบบอ่างแห้งอีกด้วย ในสเปคยุโรปโมเดลนี้มีกำลังแรงม้าสูงสุด 252 bhp ส่วนสเปคสำหรับจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาถูกปรับลดเป็น 237 bhp เพื่อให้ผ่านมาตรฐานด้านไอเสียที่เข้มงวดโดยมีอ่างน้ำมันเครื่องแบบเดียวกับรถยนต์ทั่วไปสำหรับ 308 GT4 และ 308 GTB โมเดลปี 1981 ขึ้นมา

ในปี 1980 ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดเข้ามาแทนที่คาร์บูเรเตอร์ใน 308 GTB ทำให้เสียงของความดุดันเร้าใจถูกปรับให้ลดต่ำลงและยังทำให้เวอร์ชั่นที่เป็นสเปคยุโรปถูกลดกำลังแรงม้าลงเหลือ 211 bhp ขณะที่ตลาดยู.เอส.เอ. เหลือ202 bhp อย่างไรก็ตามเมื่อเวอร์ชั่น QV เปิดตัวมาในปี 1982 แรงม้าที่อ่อนแรงลงไปถูกปรับเพิ่มขึ้นมาเป็น 237 bhp ในยุโรปและ 232 bhp ในสหรัฐอเมริกา แต่บอกได้เลยว่าถ้าคุณอยากได้ 308 สักคันมองหารุ่นที่เป็นการผลิตในช่วงต้น ๆ จะดีที่สุด

Russell Smith ผู้จัดการฝ่ายบริการของ Bob Houghton LTD. ได้ให้ความเห็นว่ารถในยุคแรก ๆ ที่ใช้คาร์บูเรเต้อร์เป็นรถที่ควรค่าแก่การเป็นเจ้าของถึงแม้ว่าจะมีการทำงานที่แปรปรวนไปบ้างต้องการการปรับแต่งเพิ่มเติมบ้างแต่ก็คงความบริสุทธิ์และมีประสิทธิภาพที่สุดเหมือนเช่นคำที่ว่าความคิดแรกคือความคิดที่ดีที่สุดนั่นแหละ

“โดยทั่วไปแล้วไม่ว่าจะเป็น 308 หรือ 328 ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า มีความเป็นรถยนต์ที่เรียบง่ายเมื่อเทียบกับมาตรฐานของ Ferrari สมัยใหม่ ไว้วางใจได้, ง่ายต่อการดูแลและราคาดีแต่มีข้อแม้ต้องเป็นรถที่ไม่เคยมีประวัติอุบัติเหตุหนักมาก่อนหรือผ่านการบำรุงรักษาที่ไม่ถูกวิธี”

เครื่องยนต์ V8 3.0 ลิตรเป็นเครื่องยนต์ที่แข็งแรงทนทานหากได้รับการดูแลบำรุงรักษาตามที่ควรจะเป็นและการใช้งานที่ไม่หนักรุนแรงเกินความจำเป็น อาจใช้งานได้เป็นระยะยาวนานโดยไม่จำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยก็ได้ “เราเคยเจออยู่เครื่องหนึ่งเป็นเครื่องยนต์เดิม ๆ และใช้งานไปเป็นระยะทางเกินกว่า 100,000 ไมล์โดยไม่มีคราบน้ำมันใด ๆ รั่วซึมออกมาให้เห็นเลย” Russell บอกกับเรา

นอกจากการตรวจประวัติแล้วเครื่องยนต์รุ่นนี้การสึกหรอของชิมวาล์วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ซึ่งต้องการการตรวจเช็คทุก ๆ 12,500 ไมล์ เมื่อยังเป็นรถใหม่รอบการเข้ารับบริการตรวจเช็คบำรุงรักษาอยู่ที่ 6,250 ไมล์แต่ทุกวันนี้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรตรวจเช็คทุก ๆ ปีถึงแม้ว่าจะมีการนำรถออกวิ่งเพียงไม่กี่ร้อยไมล์ในแต่ละปีก็ตามพร้อมการเปลี่ยนสายพานไทม์มิ่งในทุกครั้งที่มีการเข้ารับบริการอื่น ๆ  สำหรับ Bob Houghton คิดค่าใช้จ่ายในการให้บริการพื้นฐานที่ 900 ปอนด์แต่หากเปลี่ยนสายพานด้วยมีค่าบริการเพิ่มเติมอีก 750 ปอนด์

เห็นราคาค่าบริการนี้แล้วอย่าทึกทักไปเองว่าตัวแทนอย่างเป็นทางการของ Ferrari คิดค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าศูนย์บริการอิสระชั้นนำ ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่ Graypaul Nottingham ตัวแทนจำหน่าย Ferrari อย่างเป็นทางการเรียกเก็บเมื่อนำรถเข้ารับบริการทั้งนี้เพื่อให้เจ้าของ Ferrari รุ่นคลาสสิคมีทางเลือกมากขึ้น  สำหรับ Graypaul ตอนนี้พวกเขากำลังทำเครื่องยนต์ 308 ขึ้นมาใหม่ด้วย

Dean Pallet ของ Graypaul ยืนยันว่ารถยนต์ที่ใช้คาร์บูเรเตอร์ต้องการการบำรุงรักษาทั่วไปเพิ่มเติมมากกว่าเครื่องยนต์ทั่วไป “เราจะตรวจเช็คในเรื่องของไอเสียถ้าพบว่ามีความผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องอาจจำเป็นต้องถอดคาร์บูออกมาเช็คตรวจสอบล้างทำความสะอาดจากนั้นจึงปรับการทำงานให้อยู่ในสภาพที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุดโดยทั่วไปปัญหาจะเกิดขึ้นเนื่องจากมีการใช้งานรถยนต์ที่น้อยจนเกินไป ยิ่งใช้น้อยเท่าไหร่ปัญหาก็จะมากขึ้นเท่านั้น”

ตัวซีลแคมมีแนวโน้มว่าจะสึกหรอชำรุดได้ซึ่งหากเกิดขึ้นถือเป็นงานใหญ่พอสมควรค่าใช้จ่ายอาจตกอยู่ที่ประมาณ 1-2 พันปอนด์ ข่าวดีคือการซ่อมแซมแก้ไขรวมถึงงานอื่น ๆ ส่วนใหญ่และรวมถึงการเปลี่ยนสายพานเป็นงานที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องยกเครื่องยนต์ออกมาแต่รถที่วางเครื่องยนต์กลางลำตัวบางรุ่นก็จำเป็นต้องยกเครื่องยนต์ออกมาเพื่อเปลี่ยนสายพานหรือโซ่เช่นกัน สำหรับ 308 GTB คุณสามารถเข้าถึงจุดที่ต้องทำการซ่อมแซมปรับปรุงได้อย่างง่าย ๆ โดยการถอดครอบซุ้มล้อหลังด้านขวาออกมาเช่นเดียวกับการทำงานที่เกี่ยวกับคลัทช์แต่เปลี่ยนเป็นซุ้มล้อด้านหลังซ้ายแทน “อาจจะเป็นเพราะสาเหตุเหล่านี้ที่ทำให้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่แพงจนเกินไปก็เป็นได้” Russell Smith บอกซึ่งค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนคลัทช์ใหม่อยู่ที่ประมาณ 750 ปอนด์

ชุดส่งกำลังถูกวางอยู่ด้านล่างและอยู่ต่อจากด้านหลังตอนล่างของตัวเครื่องยนต์เป็นชุดเกียร์ซินโครเมซ 5 สปีดส่งกำลังผ่านชุดคลัทช์ไปยังเฟืองท้ายลิมิเต็ด-สลิป คาดว่าสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้คือการเข้าเกียร์ยากเมื่อเครื่องเย็นแต่เมื่อเครื่องยนต์ร้อนขึ้นจะเข้าเกียร์ได้สะดวกขึ้น Russell แนะนำว่าควรเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุก ๆ 4 หรือ 5 ปี รถที่ถูกจอดทิ้งเอาไว้นาน ๆ โดยเฉพาะในที่ที่มีความชื้นสูงมีโอกาสที่ชุดคลัทช์ส่งกำลังจะชำรุดสึกหรอหรือเสื่อมประสิทธิภาพลงได้ ถึงมันจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แต่ก็หลีกเลี่ยงที่จะทำให้ความผิดปกติเกิดขึ้นดีกว่า และเป็นอีกครั้งที่ Russell บอกว่า รถยนต์ถูกออกแบบมาให้เอาไว้วิ่งบ้างใช้งานบ้างไม่ใช่เอามาจอดอยู่เฉยๆ

ที่เหลือในส่วนของกลไกต่าง ๆ ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน ช่วงล่างแบบปีกนกคู่พร้อมคอยล์สปริงบนโช้คอัพแบบกระบอกทั้ง 4 ล้อเช่นเดียวกับระบบดิสค์เบรก 4 ล้อและพวงมาลัยแรคแอนด์พิเนี่ยนไม่มีเพาเวอร์ผ่อนแรง

เรื่องสำคัญที่จะทำให้เงินในบัญชีธนาคารของคุณพร่องลงไปอย่างมากเป็นเรื่องของการเปลี่ยนบูชต่าง ๆ ของระบบกันสะเทือน”แค่เปลี่ยนบูชต่าง ๆ ก็ปาเข้าไปเกือบ 3 พันปอนด์แล้วและถ้าถอดทั้งหมดออกมาแล้วพ่นเคลือบด้วยสีฝุ่นคุณต้องมีค่าใช้จ่ายรวมแล้วประมาณ 1 หมื่นปอนด์เลยทีเดียว” Dean บอก อย่างไรก็ตามเมื่อจำเป็นต้องซ่อมบำรุงในส่วนนี้เจ้าของรถส่วนหนึ่งก็เลือกที่จะพ่นกันสนิมพร้อมกับทำสีใหม่ให้กับแขนยึดต่าง ๆ พร้อมกันไปเลยทีเดียว

“อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องตรวจดูให้ดีนั่นคือสีที่แปลกปลอมมาในก้ามปูของระบบกันสะเทือนเพราะอาจเป็นไปได้ว่าเคยเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้วใครสักคนนำสีมาแต้มมาทาปิดเอาไว้ก็เป็นได้”

ถ้าคุณกำลังมองหา 328 มีเรื่องของการเรียกรถกลับซึ่งในทางเทคนิคแล้วเรียกว่า มาตรการการให้บริการ เป็นการเรียกเพื่อนำกลับมาปรับปรุงการติดตั้งก้ามปูระบบกันสะเทือนหน้าใหม่โดยเปลี่ยนเป็นการใช้เหล็กที่มีความหนามากขึ้น Russell บอกว่ามันคุ้มกับการที่ขอตรวจสอบกับผู้จำหน่ายโดยตรงเพราะหากก้ามปูเหล่านี้ทำงานผิดพลาดก็อาจทำให้ระบบกันสะเทือนหน้ายุบตัวลงมาได้ สิ่งที่ควรตรวจสอบต่อไปคือการทำงานของเบรกมือว่ายังทำงานได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่อย่างไร อีกเรื่องหนึ่งคือการตรวจสอบยางว่ามีสภาพเป็นอย่างไร, อายุการใช้งานเป็นอย่างไรซึ่งหากพบว่ายางเส้นนั้นผลิตมาเป็นเวลายาวนานแล้วก็สมควรจะเปลี่ยนใหม่ซึ่งอายุของยางดูได้จากเดือน/ปีที่ผลิตที่อยู่บนแก้มยางแต่ละเส้นข่าวดีคือ ยางMichelin XWX รุ่นเดียวกับที่ติดรถออกจากโรงงานยังมีให้เลือกซื้อได้อยู่

ขณะที่ชิ้นส่วนอะไหล่ที่เกี่ยวกับกลไกต่าง ๆ ยังหาซื้อได้ง่ายพอสมควรแต่ในเรื่องของระบบไฟส่องสว่างและของตกแต่งดูเป็นอีกเรื่องหนึ่งดังนั้นควรตรวจให้ถี่ถ้วนทั้งหมด ระบบปรับอากาศเป็นอีกระบบหนึ่งที่ต้องใส่ใจตรวจดูว่าระดับความเย็นอยู่ในระดับใดเพราะน้ำยา R12 ที่ใช้กับระบบปรับอากาศภายในรถยนต์ไม่สามารถใช้เติมได้แล้วและหากจะเปลี่ยนเป็นระบบใหม่ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ราว 1,000 ปอนด์

สำหรับผู้ซื้อส่วนใหญ่พื้นที่ขนาดใหญ่ที่ควรพิจารณาคือตัวถังและโครงสร้างสำคัญที่อยู่ในตำแหน่งต่ำกว่า ในความเป็นจริง 308 ไม่ได้มีอะไรเสียหายร้ายแรงมากไปกว่ารถยนต์ร่วมสมัยอื่น ๆ อาจจะอยู่ในสภาพที่ดีกว่าเสียด้วยซ้ำ แถมรุ่นที่ผลิตหลังจากเดือนมกราคม ปี 1984 แผ่นเหล็กที่ใช้มีการพ่นเคลือบ Zincrox เพื่อลดการเกิดสึกกร่อนให้ด้วย

มีการนำเฟรมเหล็กแบบท่อมาใช้โดยส่วนใหญ่เป็นการแชร์กับ GT4 2+2 พร้อมด้วยส่วนประกอบที่เป็นแผ่นโลหะรวมถึงการยิงรีเวทที่พื้นอลูมิเนียมและการเชื่อมแผ่นเหล็กด้านหลังผนังกั้นห้องเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการเป็นรถยนต์อิตาลีจากอดีตกาลสิ่งสำคัญที่ต้องตรวจเช็คคือเรื่องของสนิมโดยเฉพาะบริเวณแผงชิ้นส่วนตัวถังด้านล่างโดยเฉพาะด้านหน้าของกาบบันไดที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับปีกข้างด้านหน้าเพราะเป็นบริเวณที่คราบสกปรกต่าง ๆ นานาที่เกิดจากการใช้งานจะถูกสะสมเอาไว้ได้ ชายล่างของแผงประตูเป็นสิ่งที่ควรตรวจสอบด้วยเช่นกัน อีกทั้งควรใช้นิ้วมือลูบไล้ไปตามแนวเส้นรอบตัวรถเพราะจะสัมผัสได้เป็นอย่างดีถึงความผิดปกติที่แฝงอยู่ไม่ว่าจะเป็นขรุขระไม่สม่ำเสมอหรือฟองอากาศ โครงสร้างของเฟรมแบบท่อด้านล่างส่วนใหญ่จะถูกปิดคลุมด้วยแผงปิดใต้ท้องรถ การตรวจสอบควรเริ่มต้นที่เฟรมด้านหน้าที่เป็นที่อยู่ของแบตเตอรี่และพื้นที่โดยรอบเครื่องยนต์เพราะเป็นจุดที่สามารถใช้สายตาตรวจสอบได้ค่อนข้างจะชัดเจนอีกทั้งยังพอที่จะทำให้เห็นภาพโดยรวมของโครงสร้างส่วนที่เหลืออยู่ได้อย่างไรก็ตามหากพบการผุกร่อนในจุดต่าง ๆ ดังกล่าวนี้การตรวจสอบเพิ่มเติมในจุดอื่น ๆ เป็นสิ่งที่ต้องกระทำ

เป็นที่ชัดเจนว่าตัวถัง GRP จะไม่เกิดสนิมแต่ในรถยนต์ในยุคก่อนดูเหมือนว่าสนิมจะเป็นปัญหาใหญ่ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่ง Russell บอกว่าเรื่องของระบบการระบายน้ำเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาในภายหลังดังนั้นคุณควรเพิ่มความใส่ใจตรวจสอบในเรื่องของสนิมเป็นพิเศษเช่นการตรวจสอบที่กาบบันไดที่เป็นกาบบันไดเหล็ก

Dean Pallet ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าตัวถังไฟเบอร์กลาสอาจทำให้การตรวจสอบมีความยุ่งยากมากขึ้นเพราะไม่สามารถเห็นส่วนใหญ่ของโครงสร้างตัวถังที่อยู่ด้านใต้แผงชิ้นส่วนไฟเบอร์กลาสได้ซึ่งหากยกตัวถังออกไปคุณอาจจะไม่เชื่อสายตาในสภาพที่เห็นอยู่ก็เป็นได้อีกทั้งทางเดียวที่คุณจะรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือระหว่างขั้นตอนของการบูรณะรถยนต์ขึ้นใหม่เท่านั้น

นอกเหนือจากสภาพของตัวรถแล้วปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องคำนึงถึงยังประกอบด้วยเรื่องของระยะทางและแหล่งที่มาของรถ ทั้งนี้รุ่น GTS หลังคา targa จะมีให้ค้นหาอยู่มากมายในราคาค่าตัวที่สมเหตุสมผลที่สุดโดยราคาเริ่มต้นในปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 60,000 ปอนด์แต่ไม่ต้องตั้งความหวังให้มากมายในเรื่องของการกันน้ำอีกทั้งยังมีเสียงที่สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจได้พอสมควรเลยทีเดียว โดย Russell ให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมาว่าเก็บมันไว้ในโรงรถและนำออกมาใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้นจะดีที่สุดโดยที่เขาคิดว่า Berlinetta น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

สำหรับ GTB ตัวถังเหล็กระยะไมล์ในแผงหน้าปัดสูงราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 75,000 ปอนด์แต่หากมีงบประมาณเพียงพอน่าจะลองหาดูในคันที่แจ้งราคาเริ่มต้นไว้ที่ประมาณ 85 – 95,000 ปอนด์จะดีกว่า GTB รุ่นตัวถังเหล็ก, คาร์บูเรเตอร์พร้อมอ่างน้ำมันเครื่องแบบอ่างแห้งอยู่ที่ประมาณ 100,000 + แต่ในรุ่นตัวถังไฟเบอร์กลาสราคาจะขยับสูงขึ้นไปได้อีกเพราะนอกเหนือจากความมีน้ำหนักเบาและความมีสมรรถนะแล้วในรุ่นพวงมาลัยขวายังมีการผลิตขึ้นเพียง 154 คันเท่านั้นจึงเป็นโมเดลรุ่นที่หายากรุ่นหนึ่งซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ราคาจะเริ่มต้นที่ 150,000 ปอนด์สำหรับรถที่มีสภาพดีและอาจสูงถึง 180,000 ปอนด์หากสภาพเนี้ยบจริง ๆ

และที่จัดได้ว่าหายากสุด ๆ น่าจะเป็นรุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ 2.0 ลิตรที่ผลิตขึ้นสำหรับตลาดในประเทศอิตาลีเป็นหลักเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องของเก็บภาษีตามขนาดความจุของเครื่องยนต์ Russell อธิบายถึงเวอร์ชั่นนี้ไว้ว่าเมื่อเทอร์โบชาร์จทำงานมันเหมือนกับ F40 ย่อขนาดลงอย่างไงอย่างงั้นเลยทีเดียว และอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นการก้าวทะลุมิติเข้าสู่โลกของการดาวน์ไซน์และเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จที่เป็นเทรนด์ของรถยนต์ยุคใหม่ล่วงหน้าเลยก็ว่าได้

ความคิดเห็นเมื่อในอดีต

สมรรถนะของ Ferrari ไซส์เล็กนี้เป็นของหลอกตาอย่างที่สุด จากความราบรื่นและการทำงานที่ปราศจากเสียงคำรามกึกก้องของเครื่องยนต์อาจทำให้หลงเชื่อว่าไม่มีพิษสงหรือน่าเกรงขามแต่อย่างใด แต่หลังฉากคือการทำงานอย่างเยี่ยมยอดของเครื่องยนต์ที่สามารถขยับรอบเครื่องยนต์จาก 3,000 รอบต่อนาทีไปแตะขีดแดงที่ 7,700 รอบต่อนาทีได้อย่างนุ่มนวลราบเรียบโดยที่เกจ์ความเร็วที่ไม่ได้มีรูปแบบการทำงานที่ทันสมัยไม่แสดงสัญญาณให้เห็นถึงการทำงานที่ผิดปกติของเครื่องยนต์และการแจ้งเตือนการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ให้เห็นแต่อย่างใด

ในช่วงความเร็วต่ำอาจจะมีเสียงแปลก ดังมาจากชุดเกียร์บ้างแต่เมื่อใช้ความเร็วเพิ่มมากขึ้นเสียงดังกล่าวจะถูกแทนที่ด้วยเสียงลม, เสียงการทำงานของเครื่องยนต์และเสียงยางที่บดไปบนพื้นผิวถนนแต่ก็ยังเป็นเสียงที่ต่ำกว่าเบากว่าที่ได้ยินได้ฟังใน Dino 246 GT

ผมโชคดีที่เคยได้มีโอกาสไปสัมผัสกับสนามทดสอบ Misano ของ Ferrari ที่อยู่ด้านนอกของโรงงานใน Maranello สนามทดสอบนี้ถูกออกแบบให้ระบบเบรกต้องถูกใช้งานอย่างหนักแต่ในการขับขี่ด้วยความเร็วอย่างต่อเนื่องเป็นระยะทาง 10 รอบสนามก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใดสิ่งที่เกิดขึ้นกับยาง Michelin XWX ที่ติดมากับรถคืออาการอันเดอร์สเตียร์ซึ่งรับรู้ได้อย่างชัดเจนกว่าในรุ่น Boxer ซึ่งผมได้มีโอกาสเป็นผู้ที่อยู่หลังพวงมาลัยอยู่หลายรอบสนามโดยเฉพาะเมื่อถอนคันเร่งขณะเข้าโค้ง สำหรับ 308 ปฏิกิริยาสนองตอบจะนุ่มนวลและเหวี่ยงตัวเข้าใกล้กับไลน์วิ่งได้มากกว่าขณะที่การเดินคันเร่งเพื่อพารถพุ่งทะยานออกจากโค้งได้อย่างมีเสถียรภาพทำได้ง่ายกว่าเช่นกันซึ่งนี่อาจเป็นจุดเด่นที่แท้จริงของ 308 GTB ก็เป็นได้

ประสิทธิภาพในการบังคับควบคุมได้อย่างเยี่ยมยอดเป็นความยอดเยี่ยมที่ได้มาจากการทดลองวิ่งในเส้นทางด่วนและบนเส้นทางที่คดโค้งไปมาบนเทือกเขาเอแพนไนน์ในประเทศอิตาลี ขณะใช้ความเร็วสูงจะรับรู้ได้ความมีเสถียรภาพของตัวรถเช่นเดียวกับการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงที่อาจเป็นผลมาจากการทำหน้าที่ของชุดสปอยเลอร์หน้าที่ทำให้ล้อคู่หน้าเกาะหนึบอยู่กับพื้นผิวถนนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพขณะที่การขับขี่ในเส้นทางบนเทือกเขาสภาพทางโค้งที่มีพื้นผิวขรุขระไม่ราบเรียบก็ไม่ทำให้รถเสียการทรงตัวอย่างรุนแรงแต่อย่างใด กล่าวได้ว่า 308 เป็นโมเดลที่ก้าวล้ำยุคสมัยที่สุดโมเดลหนึ่งของ Ferrari โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ 246 GT อีกทั้งยังเป็นคุณลักษณะและคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้ 308 GTB เป็นรถที่มีเสน่ห์ดึงดูดและสร้างความประทับใจได้มากที่สุดของ Ferrari

– Paul Frère, Road & Track, March ’76

_

เรื่อง PETER TOMALIN
ภาพ GRAYPAUL

นิตยสาร Enzo ฉบับที่ 4

Share

Leave a Reply