Ferrari 365 GTB/4 Daytona ลมหายใจของ มนตรี จิตต์จารึก…..

            รถยนต์เฟอร์รารี่ เดย์โทนา หรือ Ferrari 365 GTB/4  สีแดงสด สภาพใหม่เอี่ยม ในทุกจุด แม้ว่าอายุอานานของรถคันนี้จะล่วงเลยมากว่า 40 ปีแล้วก็ตาม แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่อย่างมากจากผู้ครอบครอง เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า การรักษาสภาพของสุดยอดรถสปอร์ตแบรนด์เฟอร์รารี่ ที่มีอายุเกือบครึ่งทศวรรษ ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ได้นั้นยากเพียงใด

            “ใจรัก-ทุน-ความหลงใหล” คือหัวใจในการรักษาให้ Ferrari 365 GTB/4 DAYTONA คันนี้ยังมีชีวิตอยู่ใน พ.ศ.นี้ได้อย่างสง่างาม

            Ferrari 365 GTB/4 Daytona คือรถยนต์ซูเปอร์คาร์ ที่ผลิตเพียง 1,200 คันทั่วโลก โดยเปิดตัวครั้งแรกในงาน Paris Auto Salon เมื่อปี 1968 โดยเจ้า Daytona นี้ผลิตขึ้นมาแทนรุ่น 275 GTB/4 ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่เพียงไม่กี่คัน และหากเป็นสภาพสมบูรณ์อย่างนี้ น่าจะมีเพียงแค่คันเดียวในประเทศไทย

            ความสวยงาม และความเป็นเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้ ทำให้ Ferrari 365 GTB/4 Daytona เดินเข้าสู่ ทำเนียบรถคลาสสิค คาร์ ของ เฟอร์รารี่ เรียบร้อยแล้ว 

ชายวัยกลางคน ผิวขาว กับการแต่งกายสุดเนี้ยบ ที่เดินดู Ferrari 365 GTB/4 Daytona คันนี้ด้วยสายตาที่เปล่งประกายทุกครั้งที่ได้เห็นและสัมผัสรถคันนี้ แสดงให้เห็นถึงความรักของเขาที่มีต่อ Ferrari 365 GTB/4 Daytona คันสีแดงเพลิงคันนี้

            “ผมมองรถคันนี้ทุกคืน ก่อนนอนต้องลงไปเดินดู นั่งมองความสวยงาม ในการออกแบบ ทรวดทรงของตัวรถ ดูไม่รู้จักเบื่อ” นั่นคือคำพูดของ คุณอู๊ด หรือคุณมนตรี จิตต์จารึก ทายาทกลุ่มบริษัท รังสิยา อินเตอร์เนชั่นแนลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

            ในวันนี้ คุณอู๊ด บอกว่าเขาหลงใหลรถคลาสสิกโดยเฉพาะ Ferrari เพราะเป็นรถที่มีความเป็นเฉพาะตัวไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ความสุขของคุณอู๊ด ในแต่ละวันคือการเล่นกีฬา เข้าฟิตเนส ดูแลลูกๆ ทั้ง 4 คนให้ก้าวเดินไปในเส้นทางที่ถูกต้อง และการนั่งชื่นชม Ferrari 365 GTB/4 Daytona คันนี้

            แม้ว่าในปัจจุบัน คุณอู๊ด ได้ Early Retire ตัวเองจากการทำธุรกิจมาหลายปีจากพิษวิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2540 แต่ความหลงใหลในรถยนต์คลาสสิก ก็ยังอยู่สายเลือดของเขาคนนี้อยู่ตลอดเวลา

            “ผมชอบรถยนต์มาตั้งแต่เด็กๆ ต้องมีแมทช์ บ็อก คาร์ (รถจำลองขนาดเล็ก) ต้องให้แม่พาไปซื้อรถพวกนี้ที่ห้างอมร แล้วเอาไปเข็นเล่นที่บ้าน” เขาเริ่มเล่าถึงความชอบรถยนต์ที่ก่อกำเนิดมาตั้งแต่ตัวเขายังเยาว์วัย

            แต่กว่าที่คุณอู๊ด จะได้สัมผัสและขับรถจริงๆ เวลาก็ล่วงเลยมาจนกระทั่งเขาเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาตรี และปริญญาโท สาขาวิศวกรรม ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่คุณอู๊ด บอกว่าได้ปลดปล่อยความชอบที่มีต่อรถยนต์ ที่เขาบอกเลยว่ามันคือความบ้า

            “ที่อเมริการรถราคาถูกมากเมื่อเทียบกับเมืองไทยมีให้เลือกหลายรุ่น ผมชอบรถอเมริกันมาก โดยเฉพาะในเรื่องของพละกำลังของเครื่อง เสียงคำรามของเครื่องยนต์ V8 ที่ดุดัน มันคือเสน่ห์ของรถอเมริกัน”

            ความชอบในรถอเมริกันของคุณอู๊ด ทำให้มีรถอเมริกันหลากหลายแบรนด์ หลากหลายยี่ห้อผ่านมือเขามาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น คอร์เวท ทรานส์แซน ฟลายเบิร์ด และ มัสแตง โดยรถยนต์แต่ละคันที่ผ่านเข้ามาอยู่ในความครอบครองของคุณอู๊ดแล้ว จะต้อง “แต่งเต็ม” ทุกคันคำว่าแต่งเต็มของคุณอู๊ด หมายถึงการแต่งรถแรง ไม่ใช่แต่งรถสวย

            “รถที่ผมแต่งทุกคันเวลาออกตัวล้อหน้าต้องยกได้” นั่นคือความหมายของคำว่ารถแรงในสไตล์คุณอู๊ด

            ความแรงในระดับ 400 แรงม้าเมื่อเกือบ 40 ปีที่ ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะได้มีโอกาสได้สัมผัสและมีประสบการณ์กับความแรงในระดับนี้ได้ และนั่นทำให้การออกตัวรถครั้งแรกของเขา “ตกถนน” แบบไม่มีข้อแก้ตัว แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้เขากลัว แต่กลับกลายเป็นสร้าง “ความประทับใจ” และ”ความหลงใหล” ในความแรงของรถอเมริกันจนกลายเป็นความหลงใหลไปโดยปริยาย 

            ในเวลานั้น คุณอู๊ด ยอมรับว่าต้องเก็บความชอบในรถตัวรถยุโรปไม่ว่าจะเป็นเฟอร์รารี่ และปอร์เช่ ไว้ในลิ้นชักก่อน เพราะด้วยสนนราคาที่แพงกว่ารถอเมริกันหลายเท่า รวมถึงการซ่อมบำรุงที่แพงไม่น้อย ประกอบกับที่เขายังเป็นนักศึกษาอยู่ทำให้การเป็นเจ้าของรถยุโรปสักคันนั้นเป็นเรื่องที่ “เกินเอื้อม”

             เมื่อยังไม่ถึงเวลา แต่ความชอบในรถยนต์หยุดไม่ได้ เขาจึงเดินหน้าความชอบกับสิ่งที่เขา “เอื้อมถึง” ต่อไปนั่นคือ รถอเมริกัน

            ซึ่งรถอเมริกันที่ คุณอู๊ด ประทับใจก็เป็นรถกึ่งๆ คลาสสิก อีกเช่นกันนั่นคือ ฟลายเบิร์ด ทรานส์แซม ที่มีรูปลักษณ์ หน้าตาที่โดนใจคุณอู๊ด ไม่น้อย

            “ที่ชอบรุ่นนี้เพราะผมไปดูหนังเรื่อง Smoky and The Bandit เมื่อปี 77 เห็นสัญลักษณ์นกสีทองอยู่ตรงฮูด เท่านั้นแหละ ก็บอกกับตัวเองเลยว่าต้องซื้อคันนี้ให้ได้ ถูกใจมาก คันนี้ผมชอบรูปลักษณ์ ไม่ได้แต่งขับแบบเดิมๆ”

            ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่คุณอู๊ด ศึกษาที่สหรัฐอเมริกา เขามีโอกาสได้สัมผัสรถอเมริกันอีกหลายต่อหลายคัน โดยคันสุดท้ายที่เขาได้ครอบครองคือ มัสแตง 351 สีน้ำเงิน ซึ่งรถคันนี้ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากการดูภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ ในสมัยที่ จอห์น แคนนารี่ แสดงเป็นสายลับอังกฤษสุดเท่ห์อยู่ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายตั้งแต่ปี 1961 แต่เขาได้ขับเมื่อเกือบ 20 ปีให้หลัง

            ประสบการณ์ในการขับรถอเมริกันมาหลายคัน และหลายปี ทำให้คุณอู๊ด สรุปให้เราฟังถึงจุดเด่นของรถอเมริกัันว่า รถอเมริกันนั้นส่วนใหญ่ให้ความรู้สึกในการขับที่คล้ายคลึงกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ เสียงของเครื่องยนต์ V8 ของแต่ละยี่ห้อ และการตกแต่งภายใน

            แต่หลังจากจบการศึกษาที่สหรัฐอเมริกา คุณอู๊ด กลับมาช่วยบริหารธุรกิจของที่บ้าน รถอเมริกัน ก็ค่อยๆ จางหายไปความยากที่จะหารถอเมริกันมาครอบครอง ยามที่เขาอาศัยอยู่ที่เมืองไทย ทำให้สายตาของคุณอู๊ด เริ่มหันกลับมามองรถยุโรป อย่างที่ใจชื่นชอบอีกครั้ง

            ประกอบกับในขณะนั้น บริษัทตูริน จำกัด ได้นำเข้ารถยนต์เฟอร์รารี่ มาจำหน่ายในประเทศไทย  ก็เลยไปดูกับเพื่อน ซึ่งรุ่นที่ไปดูคือ รถในตำนานอย่าง เฟอร์รารี่ 328 GTS และเพียงแวบแรกที่สายตาของคุณอู๊ด ได้เจอกับ เฟอร์รารี่ 328 GTS ทำให้เขา “ตกหลุมรัก” รถยนต์แบรนด์ เฟอร์รารี่ ตั้งแต่นั้นมา

            “พอได้เห็น ได้สัมผัส ได้เข้าไปนั่ง โอ้โหบอกกับตัวเองทันทีว่า กูต้องเอารถคันนี้” เขาพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงในความใจร้อนเมื่อวัยหนุ่ม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะได้ เฟอร์รารี่ 328 GTS มาครอบครอง เพราะราคาค่าตัวของม้าลำพองคันนี้อยู่ที่ประมาณ 4.5 ล้านบาท!! ถือเป็นราคาที่สูงมากเมื่อปี 87

            4.5 ล้านบาท เป็นเรื่องที่ท้าทายนักธุรกิจหนุ่มคนนี้ไม่น้อย เขาตัดสินใจเดินไปปรึกษากับบิดาทันที ว่าอยากได้รถคันนี้ แต่คำตอบที่ได้มาไม่ได้เป็นอย่างที่เขาหวัง คุณพ่อคุณอู๊ดไม่สนับสนุนความต้องการนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า “ดูแลยาก ยังไม่ถึงเวลา ขับไม่ได้หรอกเตี้ยติดดินขนาดนี้” แต่ได้เสนอทางเลือกใหม่ให้กับเขานั่นคือ รถยนต์คันใหม่ “เมอร์เซเดส เบนซ์ W126 ” ที่มีราคาประมาณ 3 ล้านบาทแทน

            ความหรูหราของเมอร์เซเดส เบนซ์ กับ DREAM CAR ในฝัน ทำให้เขาคิดอยู่นานก่อนจะตัดสินใจว่าจะขอเดินตามฝันของตัวเอง ขอเป็นเจ้าของ เฟอร์รารี่ 328 GTS ตามใจตัวเอง โดยของบประมาณที่คุณพ่อคุณอู๊ด จะซื้อเมอร์เซเดส เบนซ์ W126 มาเป็นทุนเริ่มต้น และทำงานเก็บเงินต่ออีกเกือบ 2 ปี กว่าที่คุณอู๊ด จะได้เป็นเจ้าของ เฟอร์รารี่ 328 GTS สีแดงคันแรกในชีวิต

            เมื่อพูดถึงรถรุ่นนี้ นัยน์ตาของคุณอู๊ด เปล่งประกายแวววาวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เหมือนเขามีความสุขที่ได้เล่าถึงเรื่องราวของรถยนต์ในฝันคันแรกของชีวิต “ผมจำได้ทุกอย่างขบรถคันนั้นได้ดี เครื่องยนต์ขนาด 3,200 ซีซี 270 แรงม้า เปิดหลังคาได้ มีเสน่ห์มากที่สุด มันใช่เลย จริงๆแล้วผมชอบ เฟอร์รารี่ อีกรุ่นหนึ่งคือ 308 แต่ไม่มีโอกาสได้เจอ มาเจอ 328 GTS ก็ถือว่าใกล้เคียงกันสวยเหมือนกัน”

            ด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น และกระตือรือร้น ทุกครั้งเมื่อเขาพูดถึง ม้าลำพองคันแรกของเขา ทำให้เรารู้ว่าเขาหลงรักรถคันนั้นมากแค่ไหน และในวันนั้นเมื่อได้ลองขับรอบๆ ถนนหลังสวน ยิ่งทำให้เขาหลงรัก รถเฟอร์รารี่มากขึ้น ทั้งจากความสวยงามของตัวรถ สมรรถนะของรถการทรงตัว เหมือนเราขับเหนือถนนเล็กน้อย รวมถึงพละกำลังของรถเพียงแค่เข้าเกียร์ 1 เกียร์ 2 คุณอู๊ด ก็บอกกับตัวเองว่า “ฝันกูเป็นจริงแล้ว”

            ตั้งแต่วันนั้น ทำให้คุณอู๊ดหลงไหลในแบรนด์ เฟอร์รารี่ อย่างจริงจัง และเริ่มสะสมรถยนต์เฟอร์รารี่ ไว้ในครอบครอง โดยไม่แลสายตาไปมองรถยนต์แบรนด์อื่นแต่อย่างใด

            “แปลกนะผมไม่มองรถยนต์ยี่ห้ออื่นเลย คือส่วนใหญ่คนที่เล่นรถสปอร์ตจะต้องมีรถสปอร์ตยุโรปหลายแบรนด์ อย่างปอร์เช่ ลัมโบกินี แต่ไม่ใช่ผม”

            ความชอบและความหลงใหล ในแบรน์รถเฟอร์รารี ของคุณอู๊ดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการเห็น และได้สัมผัสรถเท่านั้น แต่เกิดจากการศึกษาประวัติความเป็นมาของม้าลำพองนี้ว่าเกิดขึ้นมาบนโลกนี้อย่างไร ใครเป็นเจ้าของแบรนด์นี้     

            “ผมอยากรู้มากว่า Mr.ENZO FERRARI เป็นใคร ที่สร้างแบรนด์นี้ขึ้นมา ก็เลยไปอ่านประวัติรถเฟอร์รารี ตั้งแต่กลับมาจากอเมริกาใหม่ๆ เพราะอยากรู้ว่าทำไมรถรุ่นนี้ถึงแพงกว่าชาวบ้านเขา แล้วทำไมถึงสวยอย่างนี้ มีทรวดทรงทั้งหน้าหลัง แบรนด์อื่นทำไม่ได้ แถมประวัติ Mr.ENZO ก็ไม่ธรรมดา เป็นนักแข่งรถที่ต้องการสร้างรถสปอร์ตตามอุดมการณ์ของเขา ก็ทำเฟอร์รารีออกมาจำหน่าย และเมื่อเอารถเข้ารายการแข่งได้รับรางวัลมากมาย ยิ่งทำให้แบรนด์เฟอร์รารี ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้่นเรื่อยๆ แถมจำนวนการผลิตแต่ละรุ่นไม่ได้มากเหมือนทุกวันนี้ ทำให้การเป็นเจ้าของรถเฟอร์รารี สักคันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเป็น some body”

            เมื่อศึกษาเกี่ยวกับ Ferrari มากขึ้นก็ยิ่งทำให้คุณอู๊ดหลงใหลในแบรนด์นี้แบบถอนตัวไม่ขึ้น เพราะรถเฟอร์รารี แต่ละคันที่ Mr:ENZO ออกแบบมาสามารถคว้าแชมป์ในรายการแข่งขันในระดับโลกได้ทั้งนั้น

            และ328 GTS สร้างความประทับใจให้กับเขาอย่างมากมาย แม้ว่าการใช้งานเจ้า 328 GTS นี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องวางแผนเส้นทางการขับทุกครั้งว่าจะใช้เส้นทางใด จอดตรงไหน ถนนที่ไปมีลูกระนาดสูงหรือเปล่า ต้องคิดตลอด

            เมื่อความประทับใจถึงขีดสุด ทำให้คุณอู๊ด ประกาศกับตัวเองว่าจะเริ่มสะสมรถยนต์เฟอร์รารี ไว้ในครอบครอง ซึ่ง เฟอร์รารี คันต่อมาคือ Ferrari Testarossa ม้าลำพอง เครื่องยนต์ 5.0 ลิตร 380 แรงม้า ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง Miami Vice และเมื่อมาเจอตัวจริง ก็ “หลงรัก” อีกแล้ว ทั้งแบน ทั้งกว้าง ท่านั่งก็ต้องมีท่าเฉพาะขับยากมาก แต่โคตรชอบ

            “คันนี้ ซื้อเพราะอารมณ์ล้วน ไม่ practical ใดๆ ทั้งสิ้น ขับยากมาก ใช้ในชีวิตจากสุดๆ แต่โคตรชอบเลย ขับได้แต่แบบไปเรื่อยๆ ไปงานโรงแรมไ่ม่ต้องไปหาที่จอดรถขึ้นตึกไม่ได้ เตี้ยหนักจอดหน้าโรงแรมได้อย่างเดียว ผมว่าขับ 328 GTS ต้องวางแผนแล้ว แต่ Testarossa คันนี้ยากกว่าหลายเท่า คลัทช์หนักมาก ขับได้วันอาทิตย์วันเดียว และรถห้ามติดด้วย”

            เครื่องยนต์ 5.0 ลิตร 380 แรงม้า มีกระจกมองข้างด้านเดียว เบาะแดงตัวรถเหลือง คือความโดดเด่นที่ไม่เหมือนใครทำให้คุณอู๊ด คลั่งไคล้ รถเฟอร์รารีคันนี้มากมาย แม้ว่าค่าตัวจะอยู่ที่ 6.5 ล้านบาทเมื่อปี 1990 แต่เขาก็มองว่า “คุ้มค่า” ที่สุด ความคลั่งไคล้ของคุณอู๊ด ถึงขนาดที่ต้องไปนั่งดูรถคันนี้ ทุกวันก่อนเข้านอน

            “นั่งดูแล้วก็บ่นกับตัวเองว่าคนออกแบบคิดได้ยังไงสวยขนาดนี้”

            ในครั้งนั้นแม้ว่าคุณอู๊ด จะมีรถเฟอร์รารี ไว้ในครอบครองถึง 2 คันแต่การใช้งานจริงเขากลับใช้ BMW เป็นรถประจำวัน

            เมื่อหลงรัก เฟอร์รารี มากขึ้น คุณอู๊ด ก็เข้าไปอยู็ในกลุ่ม Ferrari Club ยิ่งทำให้ได้รู้จักคนที่รักในสิ่งเดียวกัน คุยภาษาเดียวกันมากขึ้น และทำให้เขารัก Ferrari มากขึ้นตามไปด้วย

            “ตอนนั้นรู้สึกว่าผมเดินมาถูกทางล่ะ เราคุยกันเรื่องรถอย่างเดียวทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้คุยกันเรื่องอื่นเลย มีการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับรถแบรนด์นี้มากขึ้นยิ่งสร้าง passion ให้สุดๆ ถึงขนาดมีคำที่ว่า Ferrari is better than sex ซึ่งตอนนั้นผมถามตัวเองว่าใช่หรือว่ะ แต่สุดท้ายมันก็ดีกว่าจริงๆ”

            นอกจากการได้แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันแล้ว การเข้าไปอยู่ในกลุ่มยังทำให้ได้เห็นรถเฟอร์รารี รุ่นต่างๆ มากขึ้น มีการรวมกลุ่มกันอย่างจริงจังมากขึ้นกลุ่มสมาชิกก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

            เมื่อ passion เต็มเปี่ยมขนาดนั้น Ferrari ที่คุณอู๊ดสะสมเพิ่มขึ้น ก็ก้าวขึ้นไปสู่รถระดับตำนานอย่าง Ferrari F40 ที่มีเพียง 400 คันทั้งโลก และ Ferrari 512 TR

            แต่ชีวิตคนเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อธุรกิจทั้งหมดต้องเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจทำให้เขาต้องกระโดดลงมาแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง และหนึ่งในทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจคือ “การขาย” ฝูงม้าลำพองแสนรักของเขาทั้งหมด เพื่อล้างหนี้สินที่มี

            “ตอนนั้นรู้สึกแย่มาก แต่เราก็ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินทุกอย่างให้หมด ผมตัดใจขาย collection เฟอร์รารี ทั้งหมดออกไป” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

            อย่างไรก็ตาม ฟ้าหลังฝนย่อมมีความสวยงามซ่อนอยู่ เขามีโอกาสได้มาใกล้ชิดกับ สุดยอดรถคลาสสิกของเฟอร์รารี อย่าง Ferrari 365 GTB/4 Daytona ที่ผลิตขึ้นในระหว่างปี 1969-1973 แค่ 1,252 คัน ของคนที่คุณอู๊ดนับถือ รวมถึงได้มีโอกาสให้คำแนะนำและดูแล เพื่อให้รถคันนี้กลับมามี “ลมหายใจ” ได้อีกครั้ง

            ที่สำคัญ คุณอู๊ด บอกว่าเป็นโชคดีที่เขาได้กลับมาใกล้ชิดกับ เฟอร์รารี อีกครั้ง ที่สำคัญเขาบอกว่า รถเฟอร์รารี ตั้งแต่รุ่น F40 เป็นต้นไป ไม่ได้มีเสน่ห์ กับตัวเขาอีกต่อไป เพราะคนออกแบบไม่ใช่ Mr.ENZO แล้ว

            “ผมมองว่ารถรุ่นใหม่ของเฟอร์รารี ไม่ได้ทำมาด้วย passion เดิมๆอีกต่อไป แต่ไม่ใช่ไม่ดี แต่ไปตามตลาด ซึ่งผมก็เข้าใจในเรื่องนี้ เป็นเรื่องธรรมดาของการทำธุรกิจ”

            จริงๆ แล้วรถที่คุณอู๊ดฝันคือ 275 GT/B4 ซึ่งเขามองว่าเป็นรถที่ เซ็กซี่มาก แต่เมื่อคนรู้จักของคุณอู๊ด ได้มีโอกาสนำ Ferrari 365 GTB/4 Daytona ซึ่งเป็นรุ่นถูกผลิตขึ้นมาแทน 275 GT/B4 มาปรึกษาและขอคำแนะนำ ยิ่งคุณอู๊ดเหมือนได้เข้าใกล้ความฝันอีกครั้ง

            “รถคันนี้ เป็นรถมือ 2 แต่เป็นรถทีี่มีสภาพดีมากไม่เคยเปลี่ยนมือ มีเจ้าของเพียงคนเดียว แถม Daytona นี้ก็มีตำนานที่ชนะการแข่งขันในรายการ Daytona ในตำแหน่ง 1,2,3 ทำให้นักข่าวคิดว่ารถรุ่นนี้ต้องชื่อว่า Daytona แน่ๆ แต่ปรากฏว่า Mr.ENZO ไม่ได้ตั้งชื่อว่า Daytona แต่กลับตั้งชื่อรุ่นว่า Ferrari 365 GTB/4”

            สำหรับ Ferrari 365 GTB/4 Daytona นั้นใช้อัลลอย และไฟเบอร์กลาสขนาดเบาในการสร้างตัวถังมีไฟหน้าแบบ Plexiglas (แผ่นกระจกทนความร้อนทำด้วยโพลิเมอร์ทนทานกว่ากระจกธรรมดา) และกระจกระบบไฟฟ้า โดยเปิดตัวในปี 1971ส่วนเครื่องยนต์เป็นเครื่องเดียวกับ 275 GT/B4 โดยมีให้เลือกของเครื่องยนต์คือ 406 แรงม้า และ 450 แรงม้า

            เมื่อโอกาสกลับมาให้เขาได้ใกล้ชิดอีกครั้งในปี 2542 ทำให้เขากระโดดเข้ามาดูแล Ferrari 365 GTB/4 Daytona คันนี้อีกครั้ง สภาพของรถคันนี้ชิ้นส่วนทุกอย่าง original ทุกชิ้น และเป็น 1 ใน 150 คันที่เป็นพวงมาลัยขวาอีกด้วย รถรุ่นนี้ราคาในต่างประเทศตั้งอยู่ที่เกือบ 1 ล้านปอนด์

            ความหลงใหล ของคุณอู๊ด ได้กลายเป็นความหลงใหลในรถคลาสสิกของเฟอร์รารี ทั้งจากความสวยงาม ความมีเสน่ห์ในเทคโนโลที่เป็นแมนวลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์แบบ N/A ไร้เทอร์โบ เกียธรรมดา คลัทช์แข็งๆ ที่ต้องใช้พละกำลังในการขับไม่น้อย

            “ถ้าใครชอบรถคลาสสิก ก็ต้องหลงใหลเหมือนอย่างผม ต้องหลงใหลในความเป็นแมนนวล รถพวกนี้อยู่มานานหลายสิบปี และสามารถอยู่ต่อได้อีกหลายสิบปี ถ้าเรารู้จักดูแลซ่อมบำรุงอย่างถูกวิธี นั่นคือเสน่ห์ของรถพวกนี้ที่ไม่ใช่แค่เก่าอย่างเดียว แต่ถ้ารถรุ่นปัจจุบันที่มีระบบไฟฟ้าเยอะๆ ต่อไปจากนี้อีก 10 ปี จะซ่อมยังไง กล่อง ECU จะมีอะไหล่หรือเปล่า แต่ถ้ารุ่นคลาสสิก ใช้คาร์บูเรเตอร์ เสียก็ซ่อมได้อะไหล่มีแน่ๆ อะไหล่เครื่องยนต์มีซ่อมแน่ๆ” คุณอู๊ด บอกถึงสาเหตุที่ว่าทำไมรถคลาสสิก ยิ่งเก่า ย่ิงมีราคาแพง ก็เพราะเก่าแค่ไหนก็ยังขับได้

            นอกจากนี้ เสน่ห์อีกอย่างของรถคลาสสิก คือมี 2 บุคลิกในตัวเอง โดยช่วงแรกของการขับถ้าเครื่องยังไม่ร้อน ยังไม่ได้วอร์ม อุปกรณ์ทุกอย่างจะแข็ง จะหนักไปหมด ไม่ว่าพวงมาลัย คลัทช์ เกียร์ แต่ถ้าเมื่อใดที่เครื่องยนต์วอร์มได้ที่ เราจะได้พบกับรถคันใหม่ ที่เหมือนกับรถคันนี้ตื่นจากการหลับใหล พวงมาลัยเบาควบคุมง่าน คลัทช์จะลื่น เกียร์เข้าได้ง่ายขึ้น นี่คือบุคลิกของรถคลาสสิกที่คุณอู๊ดหลงใหล

            แต่ใช่ว่า รถอยู่ในสภาพที่ขับได้แล้วรถพวกนี้จะถูกนำมาขับใช้งาน เพราะคุณอู๊ด ย้ำว่าแม้ว่าเจ้า Ferrari 365 GTB/4 Daytona คันนี้จะอยู่ในสภาพที่กริ๊บ…เพียงใด แต่นานๆถึงจะนำมาขับชมวิวเฉพาะยามค่ำคืนเท่านั้น แถมขับเพียงไม่กี่กิโลเมตร

            “พวกคนที่สะสมรถพวกนี้ เป็นเหมือนกันหมด คือซ่อมรถแต่งรถเพื่อเอามาจอด รถที่จอดต้องสมบูรณ์ ที่จะขับได้ ยางใหม่ เครื่องปรับจูนเรียบร้อย สตาร์ทติด เครื่องเสียงดัง พอเช็คว่าทุกอย่างใช้ได้ ก็ขอเอาไปจอดนิ่งๆ นานๆ ในโรงจอดรถ จอดจนเสีย เสียแล้วซ่อม พอซ่อมเสร็จก็จอด เป็นอย่างนี้กันทุกคน” คุณอู๊ด เล่าพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ในความแปลกของกลุ่มที่รักรถคลาสสิก

            คุณอู๊ด ย้ำว่าเขาเป็นคนที่รักในรถเฟอร์รารี คลาสสิก อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ขอเพียงแค่ใดนั่งมอง ได้ลองขับ ปรับแต่งอุปกรณ์ต่างๆ ให้ม้าลำพองคันเก่าสามารถกลับมามีลมหายใจ และโลดแล่นบนถนนได้อีกครั้งหนึ่ง ก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *