DRIVE STORY | 488 Spider – WHITE NOISE

ความสุขที่ยั่งยืน 2 ประการของรถเปิดประทุน Ferrari คือการขับขี่ในยามพระอาทิตย์ตกกับการระเบิดพลังไปตามอุโมงค์ เราดื่มด่ำทั้ง 2 รสชาติใน 488 Spider ที่น่าเร้าใจ

ผมรู้ดีว่าเสียงมันจะต้องดังเมื่อเราเข้าอุโมงค์ แต่ก็ยังรู้สึกช็อคกับความดังและก้องของมันอยู่ดี  เหมือนตอนเปิดทีวีแล้วเจอว่าเปิดเสียงลำโพงไว้จนสุด และเสียงคำรามกึกก้องนี้เป็นแค่เสียงเครื่อง V8 ของ Spider ที่วิ่งแซงไปเท่านั้นเองเสียงตอนลากเกียร์ 2 ยาวๆ จะเป็นอย่างไรไปเสียได้?

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่สถานที่ถ่ายภาพจะต้องเลือกเป็นในอุโมงค์ และก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สถานที่นี้ที่Brighton Marina ในยามเย็นย่ำเข้ายามวิกาลจะดึงดูดคนอื่นๆ มาเช่นกัน ลานจอดรถด้านล่างทางแยกยกระดับแห่งหนึ่งเป็นจุดรวมพลของรถยนต์ รถแวน และรถมอเตอร์ไซค์มากมาย และยังเป็นสถานที่ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ อีกด้วย

งานดำเนินไปเหมือนงานที่จัดกันง่ายๆ ต้นทุนต่ำๆ อย่างใน The Fast & The Furious เท่าที่รู้วัตถุประสงค์คือการเดินทางมาและกลับไปพร้อมกับเสียงที่เร้าใจ รถที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาส่งเสียงดังคับอากาศมี Nissan 350Z ท่ออ้วนคำรามดัง 2 คัน รถมอเตอร์ไซค์หนึ่งสูบเสียงเหมือนแตรแบบพวกวายร้าย 1 คัน รถ Corolla 16 วาล์วเสียงหวาน 1 คัน และถึงช่วงหนึ่งเบนซ์ AMG สีดำที่ทั้งสั่นสะเทือนและเสียงดังกึกก้องคันหนึ่งได้กรีดกรายเข้ามาในลานจอดรถ

ผมอยากที่จะขับเจ้า Spider คันนี้ทะลุอุโมงค์เล่นสักรอบ แต่มีเวลาทำงานแค่ 2 ชั่วโมงเลยต้องทำตัวไม่ให้เด่นมากจนเกินไป ไม่ง่ายเลยที่จะทำแบบนั้นกับรถ Ferrari ไม่ง่ายเลยแม้แต่น้อยสำหรับรถเปิดประทุนสีขาว metallic whiteหรือที่เรียกในภาษา Ferrari ว่า “Bianco Italia Opaco” ตอนที่ผมและ Tim Milne เพื่อนรักของผม (และเป็นผู้ช่วยช่างภาพในวันนั้น) ค้นพบว่าในลอนดอนสมัยก่อน รถ Ferrari สีขาวเปิดประทุนบอกกับทุกคนให้รู้ว่า 1) คุณชอบเรียกร้องความสนใจ 2) คุณพร้อมที่จะแข่งขันเสมอ

ตอนที่ผมไปรับเขาจากบ้านที่ West London ทิมยืนยันให้เปิดหลังคาและเขาคิดถูกจริงๆ ในวันที่อากาศอบอุ่นอย่างวันนี้ เมืองหลวงดูจะเป็นสถานที่ที่สวยงาม น่าเพลิดเพลินมากขึ้นเมื่อคุณเปิดใจรับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว ขับ Coupé ทำให้คุณมีภารกิจในการขับมุดหนี เบรกให้ทัน ห่อหุ้มตัวเองไว้ในสภาวะแวดล้อมส่วนตัว เปิดแอร์และปรับเครื่องเสียงให้ดังๆ โลกจะผ่านคุณไปราวกับอยู่ในภาพยนตร์ รถเปิดประทุนเป็นอะไรที่แตกต่างจริงๆ

เอาหลังคาลงแล้วคุณจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างตัวคุณกับสภาวะแวดล้อมไปในทันใดเห็นอะไรมากขึ้น ทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเหล่านั้นมากขึ้นวิวของคุณเปลี่ยนจากวิวจอกว้างๆ มาเป็นวิว 360 องศา และมันเหมือนเสียงที่ได้ยินตอนเปิดประตูเข้าไปในผับ เสียงที่ดังขึ้น ทัศนียภาพของเสียงที่ขยายใหญ่ขึ้น และชัดเจนมากขึ้น กลิ่นหอมเย้ายวนพัดโชยมา แขนและหน้าผากคุณอุ่นขึ้นจากแสงอาทิตย์ และลมที่พัดผมคุณปลิวไสว ช่างเป็นประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกสุขใจมากจนคุณต้องขับช้าลงเพื่อซึมซับและดื่มด่ำไปกับมัน

แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ผมก็มีความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งชังกับรถเปิดมาทุนมาตลอดหลายปี และโดยเฉพาะกับรถ supercar ที่ไม่มีหลังคา ใครที่จะต้องการรถเปิดประทุนที่วิ่งได้เร็ว 200 mph? หลักๆ แล้วผมรู้สึกค้านต่อเหตุผลของพื้นฐานด้านวิศวกรรม เมื่อคุณเอาหลังคาออกก็เป็นไปได้มากว่าจะเกิดความรู้สึกกระจุกกระจิกในเชิงลบเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่น ลักษณะที่กระจกมองหลังสั่น หรือพวงมาลัยแกว่งเมื่อเจอหลุมตามถนน การตอบสนองของพวงมาลัยที่ต่ำลงและการควบคุมล้อที่แม่นยำน้อยลง ทั้งหมดเป็นเพราะตัวถังรถที่แข็งแรงน้อยลง

Spider มีน้ำหนักมากกว่า GTB ถึง 50 กิโลกรัม แต่ทาง Ferrari ยืนยันอัตราเร่งที่ 0-62 mph ใน 3 วินาทีเท่ากัน aerodynamics ด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ในทางกลับกัน นั่นหมายความว่าความเร็วสูงสุดจะแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อถึง 203 mph เลยทีเดียว

แถมยังมีแรงสั่นสะเทือนทั้งหลายเกิดขึ้นภายในห้องโดยสาร เสียงลมที่ดังกว่าเมื่อปิดหลังคา สมรรถนะที่ลดลงเนื่องมาจากน้ำหนักที่เพิ่มเข้าไป ความปลอดภัยที่น้อยกว่าเดิม

ผมยอมรับว่านี่เป็นจุดยืนที่รักษาไว้ได้ยากขึ้นไปทุกที วิศวกรทั้งหลายออกแบบตัวถังแบบเปิดประทุนได้ดีขึ้น แต่ผลกระทบจากหลังคาแข็งพับได้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุด วิธีการแก้ปัญหาของ Coupé เปิดประทุนซึ่งมีทั้ง 2 สิ่งที่แตกต่างกันนี้มีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เบนซ์ได้ชุบชีวิต SLK ขนาดเล็กปี 1996 ขึ้นมา วิศวกรของ Maranelloได้สร้าง 488 Spider และหันกลับมาใช้หลังคาแข็งแบบในสมัยก่อน RHT (Retractable Hard Top) และถือว่าต้องขอบคุณระบบกลไกเรียบง่ายและโครงสร้างอลูมิเนียมซึ่งทำให้มันมีน้ำหนักน้อยกว่าที่หลังคาผ้าอัตโนมัติควรจะเป็นถึง 25 กิโลกรัมโปรดสังเกต คุณคงสงสัยว่าหลังคาขนกระต่ายจะอยู่รอดไหมเมื่อรถทำความเร็วสูงสุดที่ 203 mph มันอาจจะโป่งพองขึ้นมากเสียจนคุณคิดว่าใครสักคนในรถคงจะกระตุกเชือกปล่อยแพชูชีพฉุกเฉินก็เป็นได้

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพอเปิดหลังคาคุณจะได้ยินเสียงที่ออกมาจากเครื่อง twin turboV8 ที่อยู่ด้านหลังคุณพอดีชัดขึ้นมาก ด้วยโหมด Sport ของManettino(โหมดการขับ 5 ระดับ) มีถนนที่เป็นโซน “Stealth” (สามารถขับด้วยความเร็วสูงได้) ที่ความเร็วรอบ2,000 rpm ที่ที่ไอเสียพ่นผ่านถนนอันเงียบสงบ ยิ่งไปกว่านั้นยิ่งลิ้นท่อไอเสียเปิดเป็นเส้นตรงมากขึ้นเท่าไร ถนนก็ยิ่งเงียบน้อยลงเท่านั้น ทำให้เกิดเสียงดังที่แสนจะหอมหวาน เครื่องยนต์ flat-plane-crank ไม่ได้เป็นเครื่องดั้งเดิม มีเครื่องหมาย heavy-duty V8 เหมือนของ AMG แต่มีลักษณะเฉพาะเป็นของตัวเอง และสิ่งที่ชัดเจนกว่าใน Spider คือค่าความดังของเสียงทรงพลังที่เปลี่ยนจากเงียบเป็นเสียงดัง บางครั้งคุณจะได้ยินเสียงลิ้นโลหะของระบบกลไกของวาล์วกระทบกันดังกริ๊งๆ ด้วยซ้ำบิดโหมด Manettinoเพิ่มขึ้นไป 1 ระดับเป็นโหมด Race ตัวลิ้นจะเปิดเร็วมากยิ่งขึ้นและเสียงลากที่ดังทะลุออกมาก็จะปรากฏขึ้นแทบจะในทันทีที่ออกตัว

เวลาวิ่งบนถนนขรุขระบางแห่งใน West London ส่อเค้าว่า Spider จะไม่ค่อยรองรับการสั่นสะเทือนได้ดีเท่า GTB ในแง่ของโครงสร้าง เมื่อค้นข้อมูลเสปกโดยละเอียดแล้วคุณจะพบว่ารถเปิดประทุนมีน้ำหนักมากกว่า 50 กิโลกรัม ส่วนเกินนี้แบ่งมาจากหลังคาอัตโนมัติและโครงสร้างย่อยที่เป็นอลูมิเนียมที่สามารถยืดหดได้ ในความเป็นจริงแล้วน้ำหนักที่เกินมามีผลต่อสมรรถนะที่ช้าลงเพียงเล็กน้อย เวลาที่ทำได้ 0-62 mph ยังคงเป็นเลิศอยู่ที่ 3 วินาทีไม่มีพลาด และถึงแม้เวลาจะเพิ่มขึ้น 0.4 วินาทีที่ 0-124 mph 8.7 วินาทีก็ยังคงเร็วสุดๆ อยู่ดี Spider ยังมีประสิทธิภาพในเรื่อง aerodynamics อย่างแท้จริงอีกด้วย โดยอยู่ภายในรัศมี 2 mph ในความเร็วสูงสุดของ GTB

น่าเสียดายที่หลังคาแข็งพับได้ของ Spider มีราคาแพงมาก และเครื่อง V8 2 turbo 660 แรงม้าไม่มีให้เห็นอีกต่อไปอย่างที่จัดแสดงเป็นงานศิลปะไว้ในตู้โชว์ของพิพิธภัณฑ์

488 สูญเสียความดึงดูดสายตาไปเล็กน้อยเมื่อเปลี่ยนจาก Coupé มาเป็น Spider แต่แฟนๆ ของรถเปิดประทุนไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลยสักนิด มันใช้งานได้ดีในฐานะที่เป็นรถเปิดประทุนแต่มีสะเทือนเล็กน้อยแม้จะขับด้วยความเร็วระดับขับบนมอเตอร์เวย์

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพอเปิดหลังคาคุณจะได้ยินเสียงที่ออกมาจากเครื่อง twin turboV8 ซึ่งอยู่ด้านหลังคุณพอดีชัดขึ้นมาก

 

คุณสมบัติ

เครื่องยนต์ V8, 3902cc, 32v, twin-turboกำลังสูงสุด 661 แรงม้าที่ 8,000 rpmแรงบิดสูงสุด 560 lbftที่ 3,000 rpmเกียร์ 7 Speed DCT, ขับเคลื่อนล้อหลัง, ระบบเฟืองท้ายไฟฟ้า ช่วงล่าง ด้านหน้า : แบบปีกนกคู่, สปริงขด, ตัวหน่วงการสั่นสะเทือนไฟฟ้า (electronic damper), เหล็กกันโคลง (anti-roll bar) ด้านหลัง : คานบิด (multi-link) เบรก คาร์บอนเซรามิกดิสก์เบรก, ด้านหน้า 398 mm, ด้านหลัง 360 mm, ABS ล้อ ด้านหน้า 9×20 นิ้ว ด้านหลัง 11×20 นิ้ว ยาง ด้านหน้า 245/35 ZR20 ด้านหลัง 305/30 ZR20 น้ำหนัก 1,525 กิโลกรัม อัตราส่วนน้ำหนักรถต่อแรงม้า 441 แรงม้า/ตัน 0-62 MPH 3.0 วินาที (ตามคำกล่าวอ้าง) ความเร็วสูงสุด 203 mph (ตามคำกล่าวอ้าง) ราคา 205,271 ปอนด์

แต่การได้มองดูหลังคาย้อนยุคเหล่านี้ทำงานก็ยังคงเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจตลอดอยู่ดี โดยเฉพาะของ 488 จะโดนใจเป็นพิเศษ แผ่นโครงเปิดออก และหลังคา 2 ส่วนพับไปด้านหลัง ทับซ้อนกันไประหว่างที่พับ เพื่อที่เวลาพับจนราบไปท้ายรถแล้วขอบที่ม้วนเป็นลอนของมันจะไปอยู่ในช่องว่างใต้แผ่นโครงได้อย่างประณีตสวยงาม หลังคานี้สามารถเปิดขึ้นได้ภายในเวลาเพียง 14 วินาทีด้วยความเร็วในขณะวิ่งสูงสุดถึง 30 mph ซึ่งสะดวกมาก นอกเสียจากว่าฝนดันตกตอนที่คุณวิ่งอยู่บนทางด่วนที่รถไม่ติด

บอกตามตรง ในเวลาที่อากาศรอบตัว อยู่ที่ 20°C มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่แย่เลยทีเดียว ถึงแม้ฝนจะตกหนักมากๆ ก็จะแค่รู้สึกว่ามีละอองน้ำสดชื่นวนเวียนเข้ามาอย่างแผ่วเบาในห้องโดยสารเท่านั้น เมื่อคุณเก็บหลังคากระจกหลังที่ตั้งตรงจะถูกบังไปเพียง 1/3 เท่านั้น ทำให้เป็นความสูงที่ดีที่สุดต่อการสะเทือนที่น้อยที่สุด จึงทำให้รู้สึกเหมือนแค่มีอะไรมาเขี่ยผมคุณอยู่เท่านั้นเอง ถึงแม้จะวิ่งด้วยความเร็วที่ 150 mph ก็ตาม

ความเร็วของ Spiderเวลาวิ่งนอกมอเตอร์เวย์เมื่อเทียบกับ GTB แล้วก็ไม่ได้ด้อยกว่ากันจนสัมผัสได้ (ถ้าจะพูดให้ดูดี) นี่เป็นรถที่สามารถทำให้รู้สึกเหมือนมันสั้นกว่าที่เคยเห็นเมื่อสักครู่ได้อย่างน่าประหลาดใจ เหยียบคันเร่งแล้วเจ้า 488 จะพุ่งไปข้างหน้าด้วยแรงบิดขึ้นลงที่จะทำให้เร่งเครื่องเสียงดังได้อย่างรวดเร็ว อาจจะใช้ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์แต่นี่เป็นเครื่องยนต์ที่รักการเร่ง ที่ความเร็วรอบประมาณ 8,000 rpm เกียร์ระบบคลัทช์คู่ (dual clutch) จะยกระดับการขับขี่ที่ราบเรียบไปอีกขั้น  เร่งไปแบบไม่มีสะดุดสัญลักษณ์เครื่องยนต์กับเข็มความเร็วอาจจะตก แต่ทั้ง 2 อย่างจะไต่กลับขึ้นมาอีกในไม่ช้า เหยียบคันเร่งไปเรื่อยๆ แล้ว Spider จะทำแบบนี้ซ้ำไปอีก 2-3 ครั้งก่อนที่ระบบต้านแรงลมจะเริ่มฉุดการเร่ง เวลาที่มันเกิดขึ้นกับ GTB เฉพาะเวลาเปิดหลังคา คุณจะสัมผัสได้ถึงการที่รถแหวกอากาศได้มากยิ่งขึ้น

ตามที่ถนนขรุขระในลอนดอนได้บอกเป็นนัยๆ ให้เห็นแล้วว่าความแข็งในด้านโครงสร้างนั้นถดถอยลงเล็กน้อย แต่พอSpider ได้เข้าโค้งแล้วก็ยังคงวิเศษมากอยู่ดีรถ 488 นั้นทำให้ดูและรู้สึกกว้างเหมือนที่ทำให้รู้สึกว่ามันยาว ความว่องไวตามธรรมชาติที่ถูกสร้างติดมากับตัวผสมผสานกับการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมทำให้มันเป็นรถที่ทำให้เรารู้สึกยอมจำนนที่จะทำความเร็วและวิ่งตัด วิ่งเข้า และวิ่งหลุดโค้ง ในขณะเดียวกันการตอบสนองของลิ้นเร่งถือว่าไวมากสำหรับเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จเจอร์ คุณจึงสามารถวัดได้อย่างแม่นยำเลยว่าใช้พลังงานขับเคลื่อนล้อหลังไปมากเท่าไรและส่งผลต่อสมดุลย์ไดนามิกขนาดไหน

จริงอยู่ที่ Spider มีอาการแกว่งบ้างเวลาเจอหลุม และความหนืดที่ใส่ไปในพวงมาลัยในช่วงแรกออกจะอืดไปนิด แต่ 488 ก็เป็นรถที่น่าพอใจและสมดุลย์ดีมากเสียจนมันไม่ได้ลดความผูกพันหรือความสนุกลงได้เลย น้ำหนัก 50 กิโลกรัมที่ Spider ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นมานั้นอยู่ถูกที่ถูกทางทั้งหมด คือ ระหว่างแกนต่างๆดังนั้นการกระจายน้ำหนักจึงไม่ส่งผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น และความรู้สึกเมื่อนั่งอยู่ใน 488 นั้นจะเหมือนรถส่วนใหญ่คือเตี้ย อยู่ใต้ระดับเอว ดังนั้นเวลาคุณเข้าโค้งตามหลักกายภาพแล้วจะรู้สึกว่าพลังงานจะตกมาทางฝั่งคุณมากๆ

หากคุณซื้อ Spider แล้วความเสียใจเพียงอย่างเดียวที่จะมี คือ เครื่อง V8 มาพร้อมกับฝากล่องลมสีแดงลายเป็นรอยแตกร้าวของมัน แต่ดันถูกซ่อนอยู่ใต้ฝาแข็งทำให้มองไม่เห็นหลังคาสามารถเปิดขึ้นได้ภายในเวลาแค่ 14 วินาที และทำได้ขณะรถวิ่งที่ความเร็วสูงสุดถึง 30 mph

น้ำหนัก 50 กิโลกรัมที่ Spider ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นมานั้นอยู่ถูกที่ถูกทางทั้งหมด คือ ระหว่างแกนต่างๆ

เช่นเดียวกันกับ GTB Spider เองก็ต้องคงความสมดุลย์ไว้ เมื่อล้อหลังสูญเสียการยึดเกาะไป การเปลี่ยนจากยึดเกาะเป็นไถลและกลับคืนสู่สภาพเดิมนั้นจึงถูกจัดการโดยแชสซีได้อย่างราบคาบในทันที จนคุณนึกสงสัยว่าคุณจะร้อนใจไปทำไมเสียตั้งแต่ทีแรก ดูเหมือนว่าอาการดื้อโค้งจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย พอคุณเลี้ยว รถก็เลี้ยวตาม และหากว่าถนนขรุขระเป็นคลื่นมากๆ คุณก็สามารถกดปุ่มที่จะทำให้การสะเทือนลดลงเพื่อลดความรำคาญใจได้ทุกเมื่อผมพบว่าตัวเองทำแบบนี้มากกว่าที่เคยทำกับ GTB ส่วนใหญ่เป็นเพราะผมใช้เวลาไปกับการเดินทางด้วยSpider มากกว่า

ตอนที่เรามาถึง Brightonเป็นเวลาที่ดีค่อนข้างเย็นมากแล้ว ช่างภาพ Andy Morgan ได้นำเราไปยังจุดที่ไม่พลุกพล่านบนทางเดินซึ่งเป็นที่ที่เราใช้เก็บภาพรายละเอียดและส่วนของกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงและสมดุลยภาพก่อนฟ้าจะมืดและเป็นอีกครั้งที่รถดึงดูดความสนใจผู้คนมากมาย แต่พวกเขาก็เข้ามาอย่างสุภาพและขออนุญาตอย่างนอบน้อมก่อนจะถ่ายภาพตลอด แม้แต่วัยรุ่นที่ขับ Corsa ที่กำลังหัดเลี้ยวแบบดึงเบรกมือก็ทำแบบเดียวกัน

การถ่ายภาพเสร็จสิ้นลงประมาณเที่ยงคืนเป็นเวลาที่บรรดาเจ้าถิ่นที่นัดชุมนุมกันสลายตัวแล้วซึ่งน่าเสียดายเพราะพวกเขาไม่ได้มีโอกาสฟังเสียงเต็มๆ ของเจ้า 488 เลย เราขับด้วยระบบ manual ในโหมด Race และใช้แรงที่พอเหมาะเหยียบลงบนคันเร่งด้วยเกียร์ 1 บนเนินขาขึ้นทำให้เกิดเสียงคำรามที่แน่น มีความซับซ้อน และเสียงดังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนฟังดูราวกับว่าลานจาดรถหลายชั้นนั้นกำลังถูกเลื่อยหั่นครึ่งอยู่ทีเดียว

ค่อยๆ เข้าโค้ง เปลี่ยนมาเป็นเกียร์ 2 และก่อนที่เราจะพุ่งเข้าไปในปากอุโมงค์เพียงเล็กน้อย ผมเหยียบคันเร่งอีกครั้ง มันคือการระเบิดเสียงที่สามารถสัมผัสได้และทำเอาสับสนไปหมด ทะลุทะลวงลึกเข้าไปถึงในแก่นและเจาะเข้าไปถึงในหัว และหลังจากที่เราออกมาเจอกับอากาศแจ่มใสภายนอก เสียงดังนั้นก็ค่อยๆ ลดลง ผมคลายความเกร็งของตัวเองลงทั้งมึนๆ ผมคิดว่าจะได้ยินเสียงระเบิดที่เท่าความเร็วเสียง (sonic blast) แต่ไม่ใช่ครั้งนี้ ถ้านี่เป็นการ์ตูนผมก็คงจะเป็น Wile E Coyote(หมาป่าในเรื่อง Roadrunner) ยืนอยู่ข้างๆ พื้นดินไหม้เกรียมพร้อมหน้าดำๆ กับเทียนไหม้ๆ กลับมายังจรวด ACME ที่ไม่ได้เขยื้อนไปไหนเลย

เวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง มีแสงรบกวนและแสงแฟลชส่องออกมามาจากหน่วยควบคุมส่วนกลาง เป็นข้อความจาก Andy ที่กำลังเก็บอุปกรณ์อยู่ตอนที่เราถึงอุโมงค์ หมายถึง “Ferrari นั่นเสียงดังมากจริงๆ !” ของมันแน่อยู่แล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่สนุกมากแต่ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วและเราก็ยังต้องขับบนมอเตอร์เวย์ไปอีก 2-3 ชั่วโมง Spider ที่ทำให้เรารู้สึกสั่นไปด้วยความตื่นเต้น บัดนี้มันจะปลอบโยนให้เราสงบลง ในขณะที่แสงสว่างชุดถัดไปของวันกำลังเคลื่อนเข้ามา หลังคาก็เลื่อนขึ้นแล้วเราก็สิ้นสุดการเดินทางของเราลงด้วยความรู้สึกแบบเดียวกับ GTB ไม่มีผิด ใครกันนะที่พูดว่ารถเปิดประทุน 200 mph ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย?

_

เรื่อง: JOHN BARKER
ภาพ: ANDY MORGAN
เรียบเรียง: CHAIYAPONGSE LIMPANONDA

นิตยสาร Enzo ฉบับที่ 5

Share

Leave a Reply