Drive Story – Magical History Tour

Mugello เคยเป็นชื่อของสนามแข่งรถบนถนนจอมเพชฌฆาต และ Ferrari ก็เคยประสบความสำเร็จที่นี่จำนวนไม่น้อย เราย้อนรอยเส้นทางสายเก่าแห่งนี้กันใน 488 Pista

มันคือที่นี่ล่ะ ถนนใหญ่กลางเมืองพื้นผิวย่ำแย่ซึ่งเคยเป็นทางตรงหลักของสนาม กับวิวภูเขาที่ไต่ระดับความสูงขึ้นอย่างช้าๆ ที่อยู่ไกลออกไป ทุกอย่างตรงกับรูปภาพจุดสตาร์ทของ Circuito del Mugello ในแฟ้มประวัติของเราทุกกระเบียดนิ้ว Scarperia คือเมืองขนาดเล็กใน Tuscany ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากในช่วง 50 ปีหลังมานี้ แต่มันใช่ที่นี่แน่ๆ

เราถ่ายรูปเจ้า 488 Pista ตรงจุดที่น่าจะเคยเป็นเส้นสตาร์ท พร้อมกับจินตนาการภาพฝูง Ferrari 750 Monza กับ 250 LM ที่จอดท่ามกลางนักช้อปปิ้งในเครื่องแต่งกายสีโมโนโครมกับ Fiat Panda ที่เคลื่อนตัวผ่านไปอย่างช้าๆ ซ้อนลงไปในหัว เรามโนความรู้สึกของนักแข่งสมัยก่อนที่กำลังจะลงแข่งแปดรอบโดยที่ยังไม่รู้ชะตาตัวเอง จากนั้นเราก็เริ่มออกเดินทางไปบนถนนความยาว 41 ไมล์ อันน่าทึ่งแห่งนี้ ซึ่งครั้งนึงรายการแข่งรถบนถนนที่โหดร้ายที่สุดเคยเกิดขึ้น

ทุกวันนี้ชื่อ Mugello พ้องกับสนามความยาว 3.3 ไมล์ ที่สร้างขึ้นมาใหม่ในปี 1973 และอยู่ห่างจากเดิมไปทางตะวันออกไม่ไกลนัก ซึ่งก็เหมือนกับ Nürburgring GP แห่งใหม่ที่สร้างอยู่ชายขอบ Nordschleife ของเดิมอันน่าหวาดเสียวนั่นล่ะ สนามแห่งใหม่จะถูกใช้แข่ง Moto GP กับ DTM และ Ferrari ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ก็เอารถ F1 มาทดสอบที่นี่ด้วย

การแข่งบนถนนถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี 1970 ตอนที่ Alfa GTA เกิดอุบัติเหตุระหว่างทดสอบและกวาดโดนคนดูขอบสนามไปอย่างน่าสลด เพราะหนึ่งในนั้นคือทารกอายุเจ็ดเดือนซึ่งเสียชีวิต และยังมีผู้ใหญ่สองกับเด็กอีกสองที่บาดเจ็บสาหัส ดังนั้นความอันตรายจึงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก ถนนสามารถทำความเร็วได้สูงและมีสภาพเป็นภูเขายิ่งกว่า Targa Florio ซะอีก แต่ก่อนจะเลิกใช้ไม่นาน Mugello ก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของรายการ World Sports Car Championships ปี 1965,’66 และ ’67 และที่บ้าสุดๆ ก็คือรายการ F3 ที่เคยแข่งบนสนามที่ยาวจนไม่มีท่าว่าจะสิ้นสุดและจำโค้งยากเหลือหลายแห่งนี้มาแล้ว

ถนนในทุกวันนี้ก็ยังคงมีหน้าตาเหมือนเดิม เว้นแต่ตึกรามบ้านช่องที่ปรับไปตามยุคสมัย จุดเริ่มต้นอยู่ที่ Scarperia แล้ววิ่งทวนเข็มนาฬิกาขึ้นเหนือไปบนถนน SP503 ผ่าน Passo del Giogo ไป Firenzuola จากจุดนี้จะแยกออกตะวันตกบนถนน SR65 เพื่อไปยัง Traversa ที่เคยเป็นส่วนนึงของเส้นทาง Futa Pass ในตำนาน แล้วค่อยดิ่งลงใต้ขนานกับเส้นทางช่วงแรกผ่าน Montecarelli ก่อนจะวกกลับมาทางตะวันออกเพื่อผ่าน San Perio a Sieve แล้วโล้ขึ้นเหนือมาเข้าเส้นชัยที่ Scarperia อีกครั้ง มันมีทั้งที่ราบต่ำ โค้งแฮร์พินที่พันกันยุ่งเหยิงจนเป็นปม และเนินเขาที่ระดับความสูงทะลุ 900 เมตร ในสมัยนั้น Automobile Club of Florence เลือกจัดงานในฤดูร้อน เพราะว่าพวกเขาจะได้หลีกเลี่ยงสภาพอากาศเลวร้ายให้ได้มากที่สุด

การแข่งครั้งแรกเริ่มขึ้นในปี 1920 ตอนที่ Giuseppe Campari คว้าแชมป์ให้ Alfa แต่หลังจากยุค ‘20s มา Mugello ก็เลิกฮิตไป จนกระทั่งมันถูกนำมารื้อฟื้นขึ้นใหม่ในปี 1955 แล้วก็ใช้มาอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 1964-1970 Ferrari คว้าแชมป์ทั้งหมดสองครั้ง ซึ่งคือ Umberto Magioli กับรถ 750 Monza ในปี ’55 และ Mario Casoni และ Antonio Nicodemi กับรถ 250 LM ที่เข้าอันดับ 1-2-3 ในปี 1965 เจ้า 488 Pista จึงดูเหมาะเจาะที่จะเป็นพาหนะเชิดชูเกียรติแด่ตำนานบทนี้

มันถูกขุนความแรงเพิ่มจาก 488 GTB และตั้งชื่อตามภาษาอิตาลีที่แปลว่าสนามแข่ง Pista เป็นรถรุ่นที่สี่ในอนุกรม V8 special series ที่อยู่มาถึง 15 ปี แล้วตั้งแต่ 360 Challenge Stradale, 430 Scuderia และ 458 Speciale แต่ Pista มีเป้าหมายว่ามันจะต้องขับบนถนนที่พื้นผิวกระเด้งกว่าในสนามแข่งแล้วยังรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ซึ่งนั่นก็คือเส้นทางที่เรากำลังจะไปพอดีและคงจะถือว่าเป็นโบนัสได้อยู่

ก่อนหน้านั้นเราไปรับ Pista มาจาก Maranello ในตอนเช้า นั่งเพ่งมองฝากระโปรงคาร์บอนไฟเบอร์ใหม่ที่ครอบอยู่เหนือซุ้มล้อ ล้อคาร์บอนออพชันราคา 14,000 ปอนด์ ที่ต้องห่างจากฟุตบาทไว้ พร้อมกับความรู้สึกประหม่าจากบรรยากาศรอบตัวที่ดูจริงจังไปซะหมด

จากนั้นเราก็เข้าไปฟังบรีฟซึ่ง Ferrari ใช้ Powerpoint พรีเซนต์ยาวเหยียดพร้อมกับกราฟอลังการงานสร้าง แต่ผมว่ามันก็น่าจะเป็นแค่ข้อมูลที่แต่งขึ้นมาทั้งนั้น คำว่า Decibel กับตัวเลขทางด้านอากาศพลศาสตร์ถูกเน้นสีฉูดฉาดจนดูเหมือนภาพจากกล้องจับความร้อนที่ถ่ายจากเฮลิคอปเตอร์ตำรวจซะมากกว่า เรื่องที่น่าสนใจก็คือการเทียบกับ 488 GTB ที่ทำให้เห็นว่าน้ำหนักของมันหายไป 90 โล เหลือแค่ 1,385 กิโลกรัม, เรี่ยวแรงที่กระโดดเพิ่มขึ้น 49 แรงม้า กับ 7 ปอนด์ฟุต มาอยู่ที่ 710 แรงม้า กับ 568 ปอนด์ฟุต, และแรงกด Downforce ที่เคลมไว้ว่าเพิ่มขึ้นอีก 20%

รถในอนุกรม V8 รุ่นพิเศษหยิบองค์ความรู้จากมอเตอร์สปอร์ตมาใช้เป็นปกติอยู่แล้ว แต่ Ferrari บอกว่าพวกเขาไม่เคยถ่ายทอดความรู้จากสนามแข่งมาใส่ลงไปในรถถนนคันไหนมากเท่านี้มาก่อน ดิฟฟิวเซอร์ท้ายได้มาจาก 488 GTE เวอร์ชัน World Endurance Championship ในขณะที่ตัวแข่ง One-make Challenge ก็บริจาคเพลาข้อเหวี่ยงกับฟลายวีล, ตัวเพิ่มแรงเบรก, ท่อไอดีกับระบบระบายความร้อน, และแผ่นปิดใต้ท้องเรียบมาให้ ช่องดักอากาศ ‘S-duct’ ที่ด้านล่างของกันชนหน้าซึ่งเอามาจาก F1 จะช่วยเพิ่ม Downforce ได้อีก และช่วยให้หางหลังทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นที่ความเร็วต่ำกว่า 75 ไมล์/ชั่วโมง เบรกคาร์บอนเซรามิกกับโช้คอัพปรับได้ถูกส่งต่อมาจาก GTB จนเหลือแค่สปริงที่แข็งกว่าเดิม 10% และยาง Michelin Cup 2s ที่เป็นจุดแตกต่างในระดับแชสซีส์ Ferrari บอกว่าการเปลี่ยนแปลงพวกนี้ทำให้ Pista วิ่งในสนามทดสอบ Fiorano ได้เร็วกว่า Speciale และยังเร่ง 0-124 ไมล์/ชั่วโมง ได้เร็วขึ้น 1.5 วินาที ด้วย

เราออกตัวจาก Maranello ไปด้วยการเลียคันเร่งเบาๆ และทำให้สัมผัสถึงการอัพเกรดใน Pista ได้อย่างชัดเจน พวงมาลัยแน่นและหน่วงมือกว่า GTB แต่ในขณะเดียวกันก็เบาแต่หมุนได้คล่อง อาการโคลงของตัวถังลดลง ระยะฟรีแป้นเบรกน้อยลงจนขับตอนแรกมีสะดุ้ง แต่สักพักคุณก็จะเริ่มปรับตัวไม่ให้เบรกหน้าทิ่มจนหัวคุณไปอัดกับกระจกหน้าได้แล้ว เกียร์ดูอัลคลัทช์สับเกียร์ได้ฉับไวราวกับคุณเหนี่ยวไกปืน มันรู้สึกราวกับว่าน็อตทุกตัวในรถคันนี้ถูกขันให้ตึงขึ้นอีก 1/4 รอบ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าของเดิมไม่ดี เพราะ 488 GTB ก็ตอบสนองไวมากอยู่แล้ว

แต่เรื่องสำคัญคือดูเหมือนว่ามันแทบจะไม่ได้สูญเสียการมีส่วนร่วมของคนขับไปเลย ท่อไอเสียที่เคลมว่าดังขึ้นอีก 8dB ก็ไม่ได้ดังจนปวดหู แชสซีส์เชื่อฟังคำสั่งคุณอย่างว่าง่าย เครื่อง V8 ทำงานลื่นไหลและเชื่องเท้าเวลาอยู่ในเมือง ไม่ได้รู้สึกว่ามันพร้อมจะกระโจนไปข้างหน้าอยู่ตลอด และในโหมด Sport จังหวะเปลี่ยนเกียร์ก็เร็วขึ้น แค่ไม่ได้รุนแรงเท่ากับโหมด Race เท่านั้น เรื่องเหนือกว่านั้นคือการที่มันอบอวลไปด้วนมนต์ของ Ferrari ที่คุณทราบดีว่ามันจะทำให้รู้สึกเป็นมิตรกับรถมากขึ้น ทุกอย่างโอบล้อมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายคุณผ่านทางตำแหน่งการนั่งต่ำกับขาที่เหยียดตรง แล้วบางอย่างก็ทำให้ 710 แรงม้า ดูเข้าถึงง่ายมากกว่าที่ควรจะเป็น

อาการประหม่าเริ่มค่อยๆ จะจางหายไปในขณะที่เราพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วบนทางด่วน Autostrada ที่รถยังน้อย แล้วฝ่าเข้าไปในความมืดของอุโมงค์ที่เจาะทะลุภูมิประเทศแถบนี้พร้อมกับไต่ระดับความสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปกติเราไม่เคยยับยั้งชั่งใจที่จะลองโหมดสมรรถนะได้อยู่แล้ว และ Pista ก็ร่าเริงราวกับพลุบนท้องถนน มันไว ตอบสนองตามสั่ง เครื่องยนต์มีแรงดึงยาวต่อเนื่อง เกียร์ที่เปลี่ยนราวกับถูกตบหน้าดังฉาด พร้อมกับเสียงโหยหวนของ V8 ที่ไม่มีใครเหมือน

แต่ส่วนมากมันจะเป็นการวิ่งนิ่งๆ บนความเร็วเดินทางมากกว่า แต่ความสามารถรอบตัวของ Pista ก็ยังทำให้เราประทับใจได้ไม่เลิก ความซีเรียสของมันยังคงสามารถสัมผัสได้ผ่านทางแผงประตูคาร์บอน พื้นรถอะลูมิเนียม และหนัง Alcantara ที่โอบอยู่รอบตัว กระนั้นการขับบนมอเตอร์เวย์ก็ไม่ใช่การชดใช้กรรมในโลกรถยนต์ ผมค่อนข้างมั่นใจด้วยซ้ำว่าเบาะของมันนอกจากจะรั้งตัวคุณไว้ได้อย่างแนบแน่นแล้ว ก็ยังจะนั่งสบายกว่า 488 ที่ผมเพิ่งขับมาด้วย

แต่ก่อนจะเตลิดไปไกล เราต้องมาสำรวจถนน Scarperia ที่จืดชืดกันซะก่อน เราจอดถ่ายรูปที่เส้นสตาร์ท จากนั้นก็ออกนอกเมืองไปค้นหาถนนซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของสนามที่มักจะถูกลืม ถนน SP503 ขึ้นเหนือช่วง 5-6 ไมล์ แรกไปยัง Ponzalla ยังค่อนข้างเป็นเส้นตรง และคุณจะต้องขับแบบมีจิตสำนึกส่วนรวมกับคอยระวังรถที่วิ่งสวนมาจนทำให้ลืมเอาง่ายๆ ว่าทางตรงที่ดูไม่มีอะไรโดดเด่นหรือมีพิษสงนี้ ครั้งนึงมันเคยเป็นส่วนนึงของสนามที่นักแข่งต้องใช้พลังใจเป็นอย่างมาก จุดที่คุณกำลังวิ่งแบบไปเรื่อยๆ อยู่ภายใต้ Speed limit พวกเขากดคันเร่งจะกดคันเร่งกันจมมิด พยายามประคองรถด้วยความนุ่มนวลที่สุด ก่อนที่จะมาถึงโซนที่ต้องเบรกกันตัวโก่งชนิดที่ไม่มีนักออกแบบสนามสติดีคนไหนริอาจแม้แต่จะวาดมันลงไปในแบบร่างแน่ แล้วคุณก็คงจำได้ใช่ไหมว่ามันยังเหมือนกับ Targa Florio ที่นักแข่งจะต้องมาซ้อมกันตอนถนนเปิดและมีรถวิ่งตามปกติ และจะปิดก็เฉพาะตอนควอลิฟายกับแข่งจริงเท่านั้น ให้ตายสิพับผ่า!

หลังผ่าน Ponzalla ภูมิประเทศของ Tuscany ก็เริ่มทำให้เราต้องชะลอความเร็วลงมาหน่อย ถนนเป็นเนินชันและโค้งซิกแซกไปตามขอบเขา Pista เข้าโค้งได้แฮร์พินได้อย่างแม่นยำ ส่งแรงเหวี่ยงผ่านมาตามสะโพก แล้วเมื่อพ้น Apex ก็พุ่งออกไปอย่างกระตือรือร้นตั้งแต่รอบต่ำ คุณคงเคยอ่านความเห็นที่บอกว่าพวงมาลัย Ferrari ไวเกินไปมาบ่อยแล้ว แต่แร็คของ Pista ทำงานได้สอดคล้องเป็นทีมเดียวกับแชสซีส์ ใช่..มันยังไวระดับกระดิกข้อมือก็ไปแล้ว แต่ไม่เคยส่งสัญญาณว่าท้ายจะดีดออก น้ำหนักบนทางตรงก็แน่นและนิ่งสงบดีด้วย ซึ่งช่วยทำให้คนขับรู้สึกดี ทุกอย่างทำงานประสานกันดีไปหมด นี่ถ้าถนนปิดมันคงจะเป็นสนามเด็กเล่นระดับเทพดีๆ นี่เอง แต่ตอนนี้ต้องบังคับ Pista ให้เล่นอยู่ในกรอบไม่เกินความกว้างครึ่งถนนเท่านั้น ไม่งั้นแล้วถ้ามีรถบรรทุกสวนมาก็อาจจะปิดฉากชีวิตได้เลย

SP503 ยังคงไต่สูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงระดับความสูง 882 เมตร และโผล่พ้นแนวยอดไม้ที่ Passa del Giogo เราจอดเพื่อคุยกับนักแข่งมอเตอร์ไซค์เอ็นดูรานซ์บนยอดเขา จากนั้นก็แวะไปกินข้าวกลางวันที่ร้าน Il Giogo แล้วถึงสังเกตว่าผู้หญิงที่อยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์นั้นเป็นคนเดียวกับรูปบนผนัง ซึ่งคุยอยู่กับ Marc Gené และ Valentino Rossi ที่นี่มอเตอร์สปอร์ตแทรกซึมอยู่ทุกที่จริงๆ

ถนนขาลงไปยัง Barco กับ Rifredo กว้างขึ้นและทัศนวิสัยดีกว่าช่วงแรก Pista ระเบิดความเร็วลงมาตามทางโค้งคดเคี้ยวเกียร์สาม คุณสามารถถ่ายน้ำหนักทั้งหมดลงไปที่ล้อหน้าด้านนอก ได้ยินและสัมผัสว่ายาง Cup 2s เริ่มค่อยๆ หมดแรงฝืนเกิดเป็นอันเดอร์สเตียร์บางๆ และน้ำหนักพวงมาลัย แรงที่ถ่ายลงบนช่วงล่าง กับแรงเกาะเริ่มจะค่อยๆ ลดน้อยลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป มันทำให้คุณเล่นกับลิมิตของมัน หรือจะเกินลิมิตไปอีกนิดหน่อยก็ยังได้ โดยที่ยังรู้สึกมั่นใจเต็มเปี่ยม

ช่วงล่างในโหมดปกติใช้การได้ดี แต่ถนนช่วงนึงที่คลื่นอย่างกะหีบเพลงนั้นถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ลองโหมดอันชาญฉลาดที่ทำมาสำหรับถนนขรุขระซะเลย มันคือการย้อนรอยไปหา Schumacher ที่เขาบอกว่าเขาต้องการให้แยกโหมดเครื่องยนต์แบบฮาร์ดคอร์ออกจากการปรับช่วงล่างแข็งในระหว่างที่ช่วยพัฒนา 430 Scuderia ความแตกต่างระหว่างโหมดอาจจะไม่มาก แต่มันพัฒนามาได้ไกลทีเดียวและช่วยให้ 488 สงบลงเยอะ เพราะทำให้แรงเกาะคงเส้นคงวากว่าและยังสามารถกรองแรงกระแทกที่ส่งมาถึงพวงมาลัยไปได้มาก ผลคือคุณไปเร็วขึ้น

โค้งพวกนี้อาจจะหลอกตาได้ และถึงแม้คุณจะรู้ว่าเบรกคาร์บอนเซรามิคเอาอยู่แน่นอนก็ตาม แต่ตอนที่โค้งมันแคบกว่าที่คิดแล้วคุณต้องกระทืบเบรกมิดจนแทบจะลุกขึ้นมายืนนั่นแหละ คุณถึงจะมีโอกาสได้ชื่นชมความดีของมันว่าในตอนขับบนถนนเร็วๆ มันยังมีแรงหน่วงสำรองไว้ให้ใช้อีกแค่ไหน พวกมันอาจจะเหมือนกับ GTB ก็จริง แต่มันมีภาระน้ำหนักน้อยกว่าและยางก็ยังเหนียวกว่ากันมากด้วย

สำหรับ Ferrari แล้ว ถนนตรงนี้คงจะทำให้รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น Gunter Klass ซึ่งเคยขับให้ Porsche ก่อนจะย้ายมา Ferrari ในปี 1967 และในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ขณะที่เขากำลังซ้อมสำหรับรายการ Mugello ด้วยรถ Dino 206SP แต่รถของเขาตกถนน ชนต้นไม้ และไฟไหม้ Klass ถูกส่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์แต่มีรายงานว่าตอนที่ถึงโรงพยาบาลเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว เรื่องน่าทึ่งก็คือ Klass เป็นนักขับคนเดียวที่เสียชีวิตในสนาม Mugello เดิม และเป็นกรณีการสูญเสียครั้งสองเท่านั้น ถ้าคุณกรณีของเด็กทารกเข้าไปด้วย

Rob Mackie ลงแข่งในสุดสัปดาห์นั้นด้วยใน Porsche 911 เพื่อต่อกรกับ Ferrari เขาจำได้ว่าเขาคุยกับเพื่อนร่วมทีมของ Klass อย่าง Jonathan William เรื่องนี้แค่วันเดียวก่อนเกิดเหตุการณ์นี้เท่านั้น

จนถึงวันนี้ Mackie ก็ไม่ค่อยจะยอมพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่เขาบอกให้ระวังเซอร์ไพรสที่รออยู่ในถนนช่วงลงเขา เขาจำได้ดีว่าความเร็วจะสะสมเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่จุดที่สนามเป็นทางเรียบก่อนจะถึง Firenzuola ‘นี่เป็นสนามบนถนนของจริง และมันจะแว้งกัดคุณเข้าสักที่นึงเขาเตือน

คำพูดจากนักแข่งที่น่าเคารพระดับนี้ทำให้ความคึกของผมลดไปหน่อยนึง กระนั้น Pista ก็เข้าถึงได้ง่ายซะเหลือเกินจนทำให้คุณสบายใจและกล้าหวดมันเต็มที่ ระบบควบคุมการทรงตัวในโหมด Sport เข้ามาขจัดความเงอะงะในการกดคันเร่งของผมจนออกมาแนบเนียน หรือคุณจะเขยิบไป ‘CT Off’ แล้วฟังยางโหยหวนในโค้งแคบก็ยังได้ แม้แต่ตอนที่ระบบตัวช่วยถูกปิดจนหมด ทุกอย่างก็ยังถือว่าเอาอยู่ได้สบาย คุณจะรู้สึกได้ว่าหน้ารถกำลังล็อกเป้าพุ่งเข้าหา Apex รถเริ่มถ่ายน้ำหนักและหักเลี้ยว หรือแม้แต่จังหวะที่ e-diff เริ่มล็อก มันทำให้คุณรู้ว่าโอเวอร์สเตียร์อยู่ห่างออกไปแค่การแต้บคันเร่งเท่านั้น

เรามุ่งหน้าตามทิศตะวันออกไปยัง Traversa จากนั้นก็ใช้ถนน SR65 ไป Santa Lucia เหนือเมืองเล็กๆ ออกไปไม่ไกล ถนนทิ้งดิ่งราวกับสไลเดอร์ในสวนน้ำที่ผลุบๆ โผล่ๆ ตามเงาแดด โค้งแคบต้องใช้แรงเบรกทั้งหมดที่มีแบบถวายชีวิตของ Pista มันรู้สึกเหมือนไม่มีวันจบสิ้น ความสึกหรอที่มันทำกับเบรกของรถในสมัยก่อนนี่ไม่อยากจะคิดเลย

เราหยุดจิบกาแฟกันที่ Albergo Gualtieri ‘เดี๋ยวร้านเป็นเจ้ามือเองเด็กคนเดิมพูดขึ้นมาพร้อมผายมือในระหว่างที่สำรวจ Ferrari กับกล้อง และคงเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรกัน คิดในแง่ดีว่าเขาคงจะหมายถึงอย่างนั้นจริงๆ หรือไม่ก็คงสาบแช่งเจ้าของ Ferrari บางคนที่ขี้เหนียวจนค่ากาแฟสองแก้วก็ยังไม่ยอมจ่าย

ถ้านักแข่งมีโอกาสได้จอดพักแบบเราบ้างก็คงจะช่วยได้เยอะทีเดียว เพราะสนามส่วนถัดไปเป็นช่วงที่ท้าทายสูงมาก ถนนมีทั้งเนินกระโดดและเนินเตี้ย วิ่งเลียบขอบหน้าผา และโค้งที่เหวี่ยงซ้ายขวา รัศมีโค้งไม่ได้แคบมากเท่าไหร่ ซึ่งแปลว่าคุณต้องใช้การเลียเบรก หักพวงมาลัยน้อยๆ และเติมคันเร่งอย่างนิ่มนวลเพื่อที่จะไปได้เร็ว แค่ว่าโค้งจะโผล่มาหาคุณอย่างไม่มีที่สิ้นสุด พอผ่านไปสักพักคุณก็เลยรู้สึกคล้ายกับค่อยๆ เมาหมัดที่ถูกรัวใส่หน้าอย่างไม่ยั้ง

มีอยู่ครั้งนึงที่ผมสแกนพุ่มไม้ข้างหน้าและคิดว่าตัวเองอ่านเกมส์ขาดแล้วว่าถนนจะเลี้ยวไปทางไหน แต่จังหวะที่ผมวิ่งไปถึงยอดเนินด้วยสีหน้านิ่งสนิทแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั้น ถนนก็กลับเลี้ยวตรงกันข้ามกับที่คิดเอาไว้เลย สมองผมลนลานจนแทบคิดไม่ทันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่อย่างน้อยเราก็เผื่อความผิดพลาดไว้แล้วและเลี้ยวได้ทัน แต่ถ้าตอนนั้นเป็นความเร็วที่ใช้ตอนแข่งล่ะ? ผมคงจะถูกฝังอยู่โคนต้นไม้แถวนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

ในที่สุดถนนก็เริ่มจะเป็นทางราบกับทัศนวิสัยเปิดโล่ง เกียร์สาม กดคันเร่งเต็ม แล้วพลังจากเครื่อง V8 ทวินเทอร์โบก็ไหลมาเทมาราวกับน้ำป่า ซึ่งช่วยย้ำเตือนเราถึงความเร็วยุคใหม่ของซูเปอร์คาร์ แต่สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดนั้นกลับเป็นการถ่ายทอดพลังที่คงเส้นคงวาต่างหาก ท่อดูดอากาศใหม่ที่มีขนาดเล็กลงช่วยเร่งให้ตอบสนองไวขึ้น และถึงแม้ว่าคุณจะยังพอจับอาการเทอร์โบแล็กจางๆ ได้อยู่บ้างถ้าคุณจ้องจับผิดมันจริงๆ แต่ในภาพรวมแล้วมันก็รู้สึกเหมือนกับเครื่องหายใจเองที่กำลังกดปุ่มเร่งเทป

ในโค้งแคบนิสัยแบบเทอร์โบจะปรากฏออกมาชัดขึ้น มันมีช่วงที่แรงบิดกระชากออกมาจนทำให้ท้ายไถล และเมื่อไหร่ที่คุณเริ่มมันในอารมณ์ อันตรายที่รออยู่ก็จะเป็นรอบเครื่องที่พร้อมฟาดไปจนสุด แม้ว่าอัตราทดเกียร์จะห่างกว่า 458 เดิมและรอบเครื่องสูงสุดขยับไปเป็น 8,000 รอบ/นาที แล้วก็ตาม ถึงตอนนั้นรถจะตีเข้ากับรอบที่ถูกล็อคเอาไว้เป็นระวิง ในขณะที่ถ้าเป็น 458 มันจะกรีดร้อง คำราม และมีความยืดหยุ่นมากกว่า คุณจะสามารถเลี้ยงรอบเอาไว้เพื่อฟังเสียงประสานเพราะๆ ได้ แต่ความรู้สึกของการปั่นล้อฟรีในเกียร์สอง แล้วกระดิกแพดเดิลชิฟท์ทรงยาวดัง แบ้ม! เพื่อสับขึ้นเกียร์สาม พร้อมกับเลี้ยงรถออกจากโค้งด้วย Slip angle บางเฉียบและความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้นเป็นความรู้สึกที่สุดยอด พอมาเจอถนนกับรถแบบนี้ คุณก็เลยอยากขับมันไปเรื่อยๆ แบบไม่มีวันหมดสิ้น

ช่วงหลังๆ ของการแข่ง นักแข่งบางคนสามารถทำเวลาทะลุด่าน 30 นาที ลงมาได้ในเส้นทางแห่งนี้ความยาว 41 ไมล์ แต่เรานั้นใช้เวลานานกว่ากันมาก กระนั้นระหว่างที่เรากำลังมุ่งหน้ากลับมาที่ Scarperia เราก็หมดข้อสงสัยใดๆ ที่จะบอกว่า Pista เป็นพาหนะตัวเจ็บที่เร็วและสมรรถนะสูง

อะไรบางอย่างในรถคันนี้ทำให้ผมคิดถึง 430 Scuderia มากกว่า Speciale รุ่นก่อนหน้า เจ้า Speciale เป็นรถที่เต็มไปด้วยพลังและความตื่นเต้น มันขับดีและช่วงล่างก็ดีมาก แต่ตอนนั้นผมกลับพบว่ามันจริงจังเกินไปและโวยวายไม่หยุดจนแทบจะทนไม่ไหว นั่นทำให้ความอ่อนช้อยของ 458 Italia หายไปจนเกลี้ยง ในขณะที่ Scuderia นั้นคือ F430 ที่ถูกพัฒนามาให้ดีขึ้นกว่าเดิม

หนึ่งทศวรรษต่อมา Pista ก็ใช้กลยุทธ์เดิมอีกครั้ง สำหรับผมแล้วนี่คือ GTB ที่ดีขึ้น มันน่าตื่นเต้นและให้ความรู้สึกสาแก่ใจเวลาขับ แต่ก็ยังเหมาะกับการเดินทางไกล โดยเฉพาะบนเส้นทางท้าทายที่ผิวถนนไม่ได้เรื่องแบบนี้ กระนั้นถึงเราจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ไว้ใช้กันมากมายทั้ง ABS, ระบบควบคุมการทรงตัว, เกียร์แพดเดิลชิฟท์ หรือเทคโนโลยียางที่ก้าวไกลมาก แต่ก็ต้องยอมรับกันตามตรงว่าแนวคิดของการทำเวลาต่อรอบบนสนาม Circuito del Mugello ก็ยังเป็นอะไรที่น่าขนลุกเหมือนเดิม มันอาจจะไม่ได้หวานหอมเหมือนอดีต แต่ผมคงจะเก็บการเป็นฮีโร่ด้านเวลาต่อรอบเอาไปใช้ในสนามใหม่ที่อยู่ปลายถนนแทนจะดีกว่า

 

[Specification]

เครื่องยนต์ V8 3,902 ซีซี ทวินเทอร์โบ แรงม้าสูงสุด 710bhp ที่ 8,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 568lb ft ที่ 3,000 รอบ/นาที เกียร์ DCT 7 จังหวะ, ขับเคลื่อนล้อหลัง, E-diff3, F1-trac, SSC ช่วงล่าง หน้า: ดับเบิลวิชโบน คอยล์สปริง โช้คอัพ Adaptive และเหล็กกันโคลง หลัง: มัลติลิงค์ คอยล์สปริง โช้คอัพ Adaptive เหล็กกันโคลง เบรก จานคาร์บอนเซรามิก 398 มม. ด้านหน้า และ 360 มม. ด้านหลัง ล้อ ABS หน้า 9×20 นิ้ว หลัง 11×20 นิ้ว ยาง 245/35 ZR20 ด้านหน้า 305/30 ZR20 ด้านหลัง น้ำหนัก 1,385 กิโลกรัม (เพิ่มออพชันน้ำหนักเบา) แรงม้าต่อน้ำหนัก 521 bhp/ton 0-62 ไมล์/ชั่วโมง 2.85 วินาที (ตัวเลขเคลม) ความเร็วสูงสุด 211 ไมล์/ชั่วโมง (ตัวเลขเคลม) ราคา 252,765 ปอนด์

Share

ใส่ความเห็น