F512 M – The Last TESTAROSSA

F512M พระเอกรุ่นสุดท้ายของตระกูล TESTAROSSA ที่ถูกแต่งหน้าใหม่และใช้เครื่องยนต์ที่อัพเกรดมาถึง 440 แรงม้า

ย้อนกลับไปในช่วงยุค 80-90 ไม่มีคนไหนที่ไม่รู้จักซูเปอร์คาร์เครื่อง 12 สูบวางกลาง อย่าง FERRARI ในตระกูล TESTAROSSA ที่เป็นตัวตายตัวแทนต่อจาก BERLINETTA BOXER โดยจำหน่ายในช่วงปี 1984-1996 ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูของรถสัญชาติอิตาเลี่ยน หน้าตาที่ปราดเปรียวของมันถูกถ่ายทอดผ่านโครงการที่นำโดยนักออกแบบชื่อดังอย่าง Leonardo Fioravanti แห่ง Pininfarina ที่ร่วมมือกับทีมวิจัยของ FERRARI วางแผนแก้ไขข้อบกพร่องจากบทเรียนใน BB 512i เรื่องของปัญหาความร้อนสะสมในห้องโดยสารเนื่องจากหม้อน้ำที่วางอยู่ด้านหน้าและต้องส่งผ่านท่อน้ำมาให้เครื่องยนต์ที่อยู่ตรงกลาง นั่นทำให้ขาดพื้นที่การเก็บสัมภาระอีกด้วย การออกแบบใหม่นี้มีหม้อน้ำอยู่แถวล้อหลังทั้งสองฝั่งแล้วใช้ความชำนาญในอากาศพลศาสตร์ของรถ พวกเขาดึงอากาศจากด้านข้างไประบายความร้อนให้กับหม้อน้ำแล้วระบายออกไปผ่านช่องระบายลมบนฝากระโปรงท้าย ซึ่งมันจะช่วยสร้างแรงกดให้กับด้านท้ายโดย ทำให้ TESTAROSSA ไม่ต้องการสปอยเลอร์ขนาดใหญ่มหึมาในด้านท้าย ความตั้งใจในการวางหม้อน้ำไว้แบบนี้ทำให้ด้านท้ายของมันกว้างมากขึ้น แต่ก็ทำให้การยึดเกาะถนนของมันทำได้ดีขึ้น และใต้ฝากระโปรงหน้าคุณสามารถยัดกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ได้สะดวกขึ้น

แน่นอนว่าตอนนั้น FERRARI ไม่ได้สยายปีกเพิ่มความหลากหลายของสินค้าของเขาอย่างในปัจจุบัน การใช้โมเดลเดียวแล้วอัพเกรดเรื่อย ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจทุกครั้ง อย่างตลอดเวลา 10 กว่าปีที่ TESTAROSSA ทำตลาดอยู่นั้น ก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอยู่อีก 2 ครั้ง โดยการปรับรุ่นในปี 1992 ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น 512TR ซึ่ง TR นั่นก็ย่อมาจาก TestaRossa เช่นเดิม ซึ่งในภาษาอิตาลีมีความหมายถึงหัวแดงหรือถ้าแปลให้สวยหรูหน่อยก็หมายถึงฝาครอบวาล์วสีแดงที่อยู่ในรถทุกคันของตระกูลนี้ ในรุ่น 512TR นี้เริ่มมีการพัฒนาการเครื่องยนต์มาใช้ระบบหัวฉีด Motronic กระจายน้ำหนักที่ดีขึ้นเป็น 41 : 59  และมันถูกปรับปรุงอีกครั้งในปี 1994 ที่คู่แข่งต่างงัดไม้เด็ดออกมา แต่ FERRARI ก็ยังเชื่อมั่นว่า TESTAROSSA ยังสามารถก้าวไปได้อีก ทางออกก็คือการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ทรงพลังยิ่งขึ้นพร้อมกับการกระจายน้ำหนักให้ดีขึ้นอีกเป็น 42 : 58 เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ของมันให้สมบูรณ์แบบ และตั้งชื่อให้มันว่า “F512M” ซึ่ง M ที่ต่อท้ายชื่อรุ่นมานั้นหมายถึง Modificata แสดงถึงการอัพเกรดให้เป็นจอมพลัง

F512M เป็นรุ่นสุดท้ายของตระกูล TESTAROSSA ด้วยจำนวนการผลิตของมันทั้งหมดมีเพียง 501 คัน และความพิเศษของ F512M สีเหลือง Giallo Modena คันนี้คือจากจำนวนทั้งหมด 501 คัน มันคือ 512M หนึ่งคันจากพี่น้องร่วมรุ่นที่เป็นรถขับขวาแค่ 75 คัน

ในการปรับปรุงครั้งสำคัญนี้มันถูกแต่งเติมด้วยไฟหน้าและไฟท้ายใหม่ ไฟหน้าแบบป๊อปอัพในรุ่นก่อนถูกแทนที่ด้วยโคมไฟทรงเหลี่ยมลาดไปกับฝากระโปรง ไฟท้ายทรงเหลี่ยมในรุ่นก่อนก็เปลี่ยนเป็นไฟท้ายทรงกลมคู่ในกรอบใหม่ และกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของไฟท้าย FERRARI ในปัจจุบัน กันชนของมันถูกรีสไตล์ใหม่ให้ดูเป็นปึกแผ่นมากขึ้น นอกจากนั้นบนฝากระโปรงหน้ายังเด่นด้วยช่องลมคู่ที่เรียกว่า NACA Duct ที่ได้รับการทดลองแล้วว่าสามารถลำเลียงอากาศได้เร็วกว่าช่องลมแบบที่ยกสูงขึ้นมา ที่ด้านข้างมันยังคงเอกลักษณ์ของครีบรีดอากาศ 6 ช่องที่ซ้อนกัน ซึ่งทีมผู้ออกแบบเรียกมันว่า “Strakes” มันมีหน้าที่พาอากาศไประบายความร้อนให้กับหม้อน้ำทั้งสอง แทนที่จะเป็นเครื่องประดับเฉย

สภาพภายในของ F512M คันนี้หรูหราจริงจังด้วยหนังสีดำซึ่งเหมาะกับการใช้งาน ซึ่งดูไม่เลวเลยกับคันเกียร์โครเมี่ยม แป้นเหยียบอลูมีเนียม เครื่องปรับอากาศได้ถูกจัดมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานแล้ว ที่คอนโซลคนนั่งมีเพลท F512M เพื่อย้ำเตือนว่าคุณกำลังอยู่ในรถรุ่นสุดท้าย นอกจากนี้ตอนที่ออกจากโรงงานมันยังมีออพชั่นให้คุณเลือกเบาะบักเก็ทซีทที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาได้หากต้องการลดน้ำหนักลงไปอีกเกือบ 15 กิโลกรัม เพื่อซึมซับความโหด ซึ่งเมื่อพิจารณาสภาพโดยรวมแล้วต้องขอบคุณเจ้าของรถคันนี้ที่ทะนุถนอมมันอย่างดีราวกับเป็นรถใหม่ที่ออกมาจากโรงงาน ที่สำคัญคือ Mileage ของรถวัยเบญจเพศนี้ถูกใช้งานไปน้อยมาก ( ดูจากภาพเอาละกัน )

F512M เป็น FERRARI ที่ใช้เครื่องยนต์ 12 สูบวางกลางเฉกเช่นเดียวกับเรือธงอย่าง F50, ENZO และ LaFERRARI แต่เป็นเครื่องยนต์ Flat-12 รุ่นสุดท้ายที่ FERRARI ผลิตขึ้นมา เครื่องยนต์ Flat คือการวางรูปแบบการทำงานของลูกสูบให้ทำมุมกัน 180 องศา ในแนวนอนลักษณะชกออกข้างซึ่งมันจะกินพื้นที่ด้านกว้างของรถมาก แต่การวางรูปแบบนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียว การมีเสื้อสูบวางนอนขนานไปกับพื้นถนนจะช่วยให้จุดศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง และการเคลื่อนที่สวนทางกันของลูกสูบเครื่อง Flat จะช่วยหักล้างแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นในเครื่องยนต์

มันเป็นเหมือนนักกล้ามที่อัดเสตรียรอยด์ เครื่องยนต์ Flat-12 สูบ  4.9 ลิตร ถูกนำมาเพิ่มกำลังอัด พร้อมกับก้านสูบไทเทเนี่ยมกับเพลาข้อเหวี่ยงใหม่ที่ลดน้ำหนักลงไปกว่ารุ่นก่อนถึง 7.26 กิโลกรัม เมื่อภาระการหมุนของเครื่องลดลงจึงไม่แปลกที่พละกำลังของมันจะกระโดดขึ้นมากถึง 440 แรงม้า กับแรงบิด 500 นิวตันเมตร นั่นเป็นตัวการหลักที่ทำให้ F512M สามารถกระโจนจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียง 4.7 วินาที และทะยานต่อไปได้ถึง 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยฝูงม้าคอกโตที่อยู่หลังเบาะคนขับ

เพื่อจะให้มั่นใจได้ว่าพละกำลังทั้งหมดของมันสามารถถูกควบคุมได้อย่างปลอดภัย ช่วงล่างหลายชิ้นเปลี่ยนเป็นอลูมิเนียมเพื่อให้ทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว รวดเร็วและตรงไปตรงมากับการควบคุมจากพวงมาลัย ระบบเบรกถูกขยายเพื่อเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัสให้แรงเสียดทานมากขึ้นในการสยบฝูงม้า โดยมีขนาดของจานเบรก 315 มิลลิเมตรในด้านหน้า และ 310 มิลลิเมตรในด้านหลัง

ล้อของ F512M เป็นล้อโรงงานที่ยอดเยี่ยมมาตลอดกาล โชคดีที่เจ้าของไม่ได้เปลี่ยนมันออกไป มันมีดีไซน์ที่อมตะสมกับการติดตั้งอยู่ในรุ่นทิ้งทวนของ TESTAROSSA ก้านเรียวยาวทั้ง 5 คล้ายดาวที่กำลังบิดเล็กน้อย ฝรั่งเรียกมันว่า “Dancing Star” มันเป็นล้อแบบ 3 ชิ้น ขนาด 18 นิ้ว ที่มีหน้ากว้าง 8 นิ้ว และ 10.5 นิ้วในด้านหลัง แต่ล้อที่สวยงามแบบนี้มันถูกผลิตมาด้วยจำนวนที่เท่ากับ F512M แบบคันละชุดดังนั้นคุณแทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นมัน

มันเป็น FERRARI รุ่นที่ไม่ธรรมดา มีความโดดเด่นและฉีกแนวไปจากยุคของมัน เป็นการอำลาเครื่อง Flat-12 ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ซึ่งทั้งหมดนี้คุณอาจต้องหว่านเงินก้อนโตสำหรับคุณสมบัติที่สุดยอดดังกล่าว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีคนปล่อยมันออกมาสู่ตลาดได้ง่าย เพราะถึงมันไม่ใช่รุ่นที่ดีที่สุดของ FERRARI แต่การได้ครอบครองมันก็เป็นความสุขเล็ก น้อย จากคนที่บูชารถประเภทนี้

Share

Leave a Reply