Ferrari’s five-year plan

Ferrari ใช้งาน Capital Markets Day ที่จัดขึ้นที่ Maranello เป็นพื้นที่เปิดสำหรับผู้ลงทุนที่จะได้ทำความเข้าใจกับแผนการดำเนินงานในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ได้อย่างลึกซึ้งถ่องแท้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้เปิดเผยความก้าวหน้าเพิ่มเติมของซูเปอร์คาร์ที่มาพร้อมรูปลักษณ์และคุณลักษณ์ในลักษณะของรถยนต์ SUV ที่กำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการพัฒนาซึ่ง Ferrari ใช้ชื่อโครงการนี้ว่า ‘Purosangue’ (สายเลือดแท้) และในขณะเดียวกัน Ferrari ยังคงยืนยันว่าไม่ได้เป็นแค่ SUV เท่านั้นรวมไปถึงการประกาศให้เป็นที่รับรู้กันถึงซูเปอร์คาร์แบบ GT รุ่นใหม่ที่ความงดงามของเรือนร่างได้แรงบันดาลใจจากโมเดลคลาสสิคในอดีตหลายโมเดลและการเปิดผ้าคลุมซูเปอร์คาร์รุ่นใหม่ที่เป็น Icon line ใหม่ด้วยนั่นคือ Ferrari Monza SP1 และ SP2 ซูเปอร์คาร์ brachetta 800 แรงม้า

หลาย บริษัทใช้งาน Capital Markets Day เพื่อให้โอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในผลประโยชน์ได้พบปะสนทนากับทีมผู้บริหารซึ่งในที่นี้ยังรวมถึง CEO คนใหม่ของ Ferrari, Louis Camileriที่ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งเป็น board chairman ที่บริษัท Philip Morris International ยักษ์ในธุรกิจยาสูบและยังเป็นคณะกรรมการของ Ferrari ด้วยโดยเข้ามารับตำแหน่ง CEO ต่อจาก Sergio Marchionneในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมหลังจากที่ CEO วัย 66 ปีล้มป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

Camileriได้เปิดเผยว่าแผนงานด้านผลิตภัณฑ์ที่เป็นมรดกจาก Marchionneจะต้องเป็นแผนงานที่มีความมุ่งมั่นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสร้างความสำเร็จให้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวโดยสัญญาว่า Ferrari จะต้องมีโมเดลใหม่เข้าสู่ตลาดในระหว่างปี 2019 ถึง 2022 ถึง 15 โมเดลซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น Ferrari คาดว่าประมาณ 60% ของรถยนต์ที่ผลิตจะเป็นรถยนต์พลังงานไฮบริด และผลกำไรจะเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านยูโรเป็น 2 พันล้านยูโรด้วย

ในการแบ่งหมวดหมู่ประเภทรถจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ‘GT’ ประกอบด้วย Portofino, GTC4 Lusso, Purosangue SUV และ GT คลาสสิคใหม่ กลุ่ม ‘Sport’ ประกอบด้วย Ferrari 488 และ 812 Superfast กลุ่ม ‘Special Series’ จะประกอบด้วยโมเดลแบบเดียวกับ Pistaและโมเดลพิเศษเฉพาะเช่น SP38(ใช้พื้นฐานของรุ่น 488 และมีบทความอยู่ใน ENZO ฉบับที่แล้ว) และสุดท้ายจะเป็นกลุ่ม ‘Icona’ line ใหม่

สำหรับซูเปอร์คาร์โมเดลใหม่ที่ก่อให้เกิดความคิดเห็นที่หลากหลายมากที่สุดเป็น Purosangueซึ่ง Ferrari ยังไม่ยอมให้คำนิยามว่าเป็นรถยนต์ SUV อยู่ซึ่ง Purosangueจะพัฒนาขึ้นบนแพลทฟอร์มรถขับเคลื่อนล้อหน้ารุ่นใหม่ที่ใช้ร่วมกับ Gran Turismoใหม่และโมเดลรุ่นที่จะแทน GTC4 Lussoโดย Camileriบอกว่าเขายังมีความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับการกำหนดความเป็น/ไม่เป็นรถยนต์ SUV อยู่จนกว่าจะได้เห็นดีไซน์และสิ่งที่นำเสนออย่างชัดเจนถ่องแท้เสียก่อน Camileriยังบอกอีกด้วยว่า ‘Purosangueจะให้คำนิยามใหม่ของสิ่งที่คาดหวังและเป็น Ferrari ที่ปราศจากข้อผิดพลาดใด รวมถึงมีความโดดเด่นแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยข้อกำหนดคือเป็นรถยนต์สำหรับครอบครัวที่สามารถเคลื่อนที่ไปได้ในสภาพพื้นผิวขณะที่ยังคงบุคลิกและสมรรถนะที่เป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari ไว้อย่างครบถ้วน ซึ่ง Michael Leiters, Chief Technical officer บอกว่าได้มีการพัฒนาระบบกันสะเทือนขึ้นใหม่สำหรับ Purosangueโดยเฉพาะ หัวใจสำคัญสำหรับความสามารถในการใช้งานบนทุกสภาพพื้นผิวเป็นการทำงานของระบบไฮบริดที่ใช้กำลังไฟฟ้าช่วยในการขับเคลื่อนซึ่งมีความถูกต้องแม่นยำและแรงขับเคลื่อนจะถูกส่งไปยับล้อแต่ละล้อบนแต่ละเพลาตามความต้องการที่แท้จริงเหมือนเช่นที่เห็นใน Honda NSX ใหม่

ดูเหมือนว่าทั้ง Purosangueและโมเดลใหม่ที่จะมาแทน GT4 Lussoจะถูกกำหนดให้ใช้เครื่องยนต์ V6 เทอร์โบชาร์จที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและชุดส่งกำลังไฮบริด ซึ่งประโยชน์อื่นๆ นอกเหนือจากการเป็นเครื่องยนต์ขนาดเล็กสมรรถนะสูงแล้วคือการที่สามารถวิ่งใช้งานได้ในทุก วันเหมือนเช่น Portofino สำหรับพละกำลังเมื่อพิจารณามุมมองของ Ferrari ปัจจุบันแล้วต้องการขยับกำลังแรงม้าให้มากขึ้นโดยให้ใกล้เคียงกับ 600 แรงม้าของเครื่องยนต์ V8 ความท้าทายก็คือการประสานรวมกับเทคโนโลยี่ไฮบริด โดยเฉพาะในเรื่องของชุดแบตเตอรี่และหน่วยควบคุมที่ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อส่วนประกอบสำคัญสำหรับการใช้งานจริงของห้องโดยสารแบบ 2+2

ในส่วนของเครื่องยนต์ V12 แฟน Ferrari คงสบายใจได้เพราะจะยังคงมีการพัฒนาต่อเนื่องต่อไปและจะมีให้เลือกใช้ในซูเปอร์คาร์แบบ Gran Turismoรุ่นใหม่ โดย Enrico Galliera, Chief marketing manager บอกว่า โมเดลใหม่โมเดลนี้จะมีความเป็นซูเปอร์คาร์แบบ GT แบบดั้งเดิมโดยได้แรงบันดาลใจจากความคลาสสิคของ Ferrari GT ในยุคทศวรรษ 1950 และ 1960 ซึ่งจะทำให้หมวดหมู่ประเภทผลิตภัณฑ์ Ferrari มีความงดงามเพิ่มมากขึ้น

สิ่งนี้มีนัยยะอยู่ว่านอกเหนือจากความนิยมของการฟื้นคืนรถยนต์โมเดลเก่า ที่เคยได้รับความนิยมมาแล้วในอดีตและหยุดสายการผลิตไปชั่วระยะเวลาหนึ่งให้กลับมาอยู่ในกระแสความนิยมอีกครั้งหนึ่งอาทิ Lightweight E-type และ XKSS ของ Jaguar  หรือDB4 GT ของ Aston Martin แล้ว Ferrari ยังคงมีความอดทนอดกั้นต่อเทรนด์นิยมอยู่ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยผลิตมาก่อนแล้วก็ตาม ขณะที่แผนก Special Projects ของ Ferrari ได้นำเสนอผลงานชิ้นยอดเยี่ยมชิ้นหนึ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นไปเรียบร้อยแล้วนั่นคือ Ferrari SP275 ที่มีรากฐานต้นกำเนิดมาจาก Ferrari 275 GTB หนึ่งใน iconic car ของ Ferrari ในยุคทศวรรษ 1960 แน่นอนว่ามีบางคนรู้สึกว่า GT ของ Ferrari ที่ผ่านมาเรื่องของแอโร่ไดนามิคส์เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากขณะที่บางคนชื่นชอบกับดีไซน์ที่ถ่ายทอดออกมาจากสตูดิโอออกแบบมากกว่าและการมีส่วนร่วมในอุโมงค์ลมที่น้อยลง

ในกลุ่ม ‘Sport’ ที่ประกอบด้วยโมเดลที่จะมาแทนที่ 488 ได้เข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการพัฒนาเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกับโมเดลรองที่มีวางตำแหน่งเครื่องยนต์แบบกลางลำตัว ซึ่งการบอกกล่าวถึงการยกระดับเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบชาร์จทำให้เป็นไปได้ที่โมเดลรองจะวางตำแหน่งการตลาดให้ต่ำกว่า 488 ซึ่งอาจหมายถึง Ferrari Dino ใหม่ แต่ในช่วงเวลานี้ Ferrari ยังคงเพิกเฉยต่อความคิดเห็นนี้อยู่ สำหรับชุดส่งกำลังไฮบริดที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ V8 ของโมเดลใหม่ที่จะมาแทน Ferrari 488 นั้น Ferrari เคลมว่าค่าเฉลี่ยแรงม้าต่อปริมาตรความจุกระบอกสูบที่ 1 ลิตรจะอยู่ในระดับ 400 แรงม้าเลยทีเดียวส่วนโมเดลที่ถือว่าเป็นท๊อปออฟเดอะไลน์จะมีสมรรถนะที่เหนือกว่า LaFerrari

สำหรับโมเดลรุ่นที่เป็นตัวตายตัวแทนของ LaFerrariนั้นผู้ลงทุนได้รับการบอกกล่าวว่าไฮเปอร์คาร์รุ่นต่อไปจะเป็นจุดสูงสุดของสมรรถนะและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี่และเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยี่ใหม่ในเวลาเดียวกันด้วยกับคำถามที่ว่าจะยังคงใช้เครื่องยนต์ V12 หรือไม่? McLaren ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ระดับ V12 ในการที่จะสร้างไฮเปอร์คาร์ที่ยอดเยี่ยมได้ McLaren P1 ใช้เครื่องยนต์ V8 twin-turbo ที่สามารถคายพละกำลังแรงม้าออกมาได้ถึง 900 แรงม้าด้วยความช่วยเหลือของระบบไฮบริดซี่งในปัจจุบันเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กลงไม่ได้หมายถึงสมรรถนะพละกำลังจะลดน้อยลงไปอย่างไรก็ตามจากการที่ Lamborghini แสดงให้เห็นว่ายังให้ความเชื่อมั่นความไว้วางใจในเครื่องยนต์ V12 เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ V12 ใน Valkyrie ของ Aston Martin ทำให้เป็นที่เชื่อได้ว่า Ferrari จะยังคงความสำคัญของเครื่องยนต์ V12 นี้ไว้ในระดับหัวแถวอย่างแน่นอน

เป็นเวลาหลายปีFerrari คงกำลังการผลิตสูงสุดไว้ที่ประมาณ 7,000 คันต่อปีด้วยความเชื่อที่ว่าตัวเลขปริมาณการผลิตนี้สอดคล้องเหมาะสมกับความต้องการของตลาดและความต้องการพิเศษเฉพาะบุคคลแต่ตัวเลขการผลิตถูกปรับเพิ่มขึ้นในยุคของ Marchionneโดยเขาให้เหตุผลว่าตลาดเกิดใหม่อย่างตลาดในประเทศจีนจะเป็นตลาดพิเศษที่ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดที่เข้าสู่ช่วงการเจริญเติบโตสูงสุดอย่างในยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่งผลกำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมาทำให้ในปี 2018 นี้ Ferrari ต้องเพิ่มปริมาณการผลิตมากขึ้นเป็นประมาณ 8,500 คันและคาดหวังว่าจะขยับขึ้นเป็น 9.000 คันในปี 2019

แล้วปริมาณการผลิตจะสูงขึ้นถึง 10,000 คันต่อปีหรือไม่? เมื่อ Ferrari เปิดแผนการนำหุ้นออกเสนอขายต่อสาธารณชน (IPO) ในปี 2015 สำนักข่าวชื่อดัง Wall Street Journal รายงานข่าวว่า Ferrari ถูกจำกัดปริมาณการผลิตสูงสุดไว้ไม่เกิน10,000 คันต่อปียกเว้นจะมีการผ่อนผันในเรื่องของกฎข้อบังคับทางด้านการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงของสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าเป็นไปตามแผนธุรกิจของ Ferrari ที่ปักหมุดไว้ว่าในปี 2022 รถยนต์ Ferrari ที่มีอยู่บนโชว์รูมผู้จำหน่าย 2 ใน 3 ของรถยนต์เหล่านั้นจะเป็นรถยนต์ที่มีขุมพลังแบบไฮบริดแล้วเป็นไปได้อย่างมากว่าปริมาณการผลิตของ Ferrari จะเพิ่มสูงขึ้นกว่า 10,000 คันต่อปีอย่างแน่นอน

ไม่ว่าอะไรก็ตามสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือการผสมผสานกันของความหรูหรามีระดับที่บ่งบอกความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและความหรูหราที่พึงหาได้ หนึ่งในจำนวนนั้นจะรวมถึงรถยนต์รุ่นพิเศษที่ให้ผลกำไรสูงเช่น Monza SP1 และ SP2 รวมถึง Purosangueในรุ่นท๊อป ซึ่งสำหรับแฟนพันธ์แท้ของ Ferrari อาจไม่เห็นพ้องต้องกันแต่ Portofino ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงความเป็นโมเดลรุ่นที่จำหน่ายขายดีที่สุดของ Ferrari เช่นเดียวกับที่ Porsche แสดงให้เห็นว่ารถยนต์ SUV สมรรถนะสูงไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์ของความเป็น Porsche ผิดเพี้ยนเสียหายไปจากรากฐานแก่นแท้ของความเป็น Porsche แต่อย่างใด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกลับทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มปริมาณการผลิตให้กับรถยนต์โมเดลรุ่นที่อยู่ในความสนใจมากเป็นพิเศษ

นี่เป็นแผนงานที่ดึงดูดความสนใจได้อย่างดีเยี่ยมเป็นแผนงานที่ควรจะเป็นความท้าทายสำหรับ Marchionneแต่ Camileriมีประสบการณ์ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันมาแล้วจากในช่วงที่ Philip Morris เปลี่ยนถ่ายสถานะจากการเป็นผู้ผลิตยาสูบชั้นนำมาเป็นผู้นำในการรณรงค์ต้านภัยที่เกิดจากยาสูบรวมถึงการมาถึงของบุหรี่ไฟฟ้า การขับเคลื่อนด้วยพลังงานของไฟฟ้าก็เป็นความท้าทายที่ไม่แตกต่างกัน

Share

Leave a Reply