GTC4 Lusso – SPACE ROCKET

GTC4 Lusso รถสปอร์ต 4 ที่นั่ง ขับเคลื่อน 4 ล้อ ความลงตัวของการใช้งานแบบ SUV กับสมรรถนะที่แรงดุจขีปนาวุธ

คุณจะพบว่าเป็นงานหิน ถ้าหากตัวเองตัดสินใจจะสร้างรถหรู 4 ที่นั่งขึ้นมา แต่ไม่อยากจะตามเทรนด์ของรถ SUV หรูที่ทำตลาดกันอย่างถล่มทลายในเวลานี้  ด้วยเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ขึ้น บวกกับพลังขับเคลื่อนที่น่าประทับใจ SUV สมัยนี้จึงมีทั้งความเร็วและการขับขี่ที่ดี มีพื้นที่ภายในใหญ่โต และตอบทุกโจทย์การใช้งานตลอด 365 วัน ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นผลมาจากการที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และงานนี้จะยิ่งท้าทายมากยิ่งกว่า ถ้าหากโจทย์ตั้งมาว่าจะต้องเป็นรถ 4 ประตู แต่ว่านั่นคือสิ่งที่ Ferrari ทำมาแล้วเป็นเวลาหลายปี

รถ 4 ที่นั่งของบริษัทแห่งเมือง Modena แต่ไหนแต่ไรมา ขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องความสวยงาม เห็นได้จาก 330 GT 2+2 ที่สวยสะดุดตาไปจนถึงรถแรงสุด อย่าง 500 Superfast และ 365/400 GT และเวลานี้เวลาเช่นนั้นจะกลับมาอีกครั้ง เดิมทีรถ 4 ที่นั่งที่ Ferrari ผลิตก็เป็นที่กล่าวขานอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น 456 ที่ไม่เพียงแค่สวยงามจากภายนอกเท่านั้น แต่ยังขับขี่ไร้ที่ติ ในขณะที่ 612 Scagliette ก็ยังขับดีกว่าขึ้นไปอีก แถมมีรูปโฉมท้าทายทุกสายตา ที่สำคัญคือทุกอย่างถูกอำพรางสายตาเอาไว้ด้วยการเป็นรถที่มีรูปโฉมภายนอกเป็นรถคูเป้ ต่อมาก็เป็น FF ที่ไม่เพียงแต่จะโดดเด่นในเรื่องการขับขี่ แต่มาพร้อมพื้นที่ด้านหลังเพื่อการใช้สอยที่เหนือกว่าทุกรุ่น เพราะว่าได้รับการพัฒนาให้ออกมาในรูปของรถแฮตช์แบ็ค FF ยังเป็รถรุ่นแรกของ Ferrari ที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เพื่อตอบโจทย์การขับขี่เพื่ออรรถปประโยชน์ในทุกวันอย่างแท้จริง

ทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นเป็นที่ชัดเจนและแน่นอน แต่ทำไมรถเหล่านั้นยังหลุดโผยอดรถแถวหน้าของ Ferrari เพราะว่าสิ่งที่ยังขาดหายไปคือคุณสมบัติการเป็นรถที่ขับแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลาย รถที่เอ่ยชื่อมาจึงมีพวงมาลัยที่ไวและแม่นยำ เวลาขับต้องตั้งใจ จดจ่อ เพราะเอาเข้าจริง แล้วคือรถถูกสร้างมาโดยทีมงานพัฒนารถแข่ง ไม่ใช่ทีม GT มันจึงเป็นรถที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก เพราะต้องรับให้ได้กับการวางเครื่องยนต์ V12 ด้วยเหตุนี้เวลาขับแล้วต้องนั่งหลังพวงมาลัยที่ทั้งไวทั้งแม่น คงมีไม่กี่คนในโลกนี้ที่จะลงรถแล้วบอกว่าขับสบาย โดยเฉพาะถ้าขับในสนามแข่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ FF ที่ได้รับการติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อมาด้วย

แต่เมื่อคุณเข้าไปนั่งใน GTC4 Lusso ซึ่งเป็นดั่งทายาทของ FF เพราะหลาย อย่างระหว่างรถสองรุ่นนี้ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงสืบเนื่องกันมา ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของการออกแบบเท่านั้น กล่าวในที่นี้ให้เห็นภาพคือ GTC4 มีรูปโฉมภายนอกซึ่งแตกต่างไปจาก FF ไม่มากเลย รูปลักษณ์ด้านหน้าดูลงตัวมากขึ้น ออกแบบมาเพื่อให้เครื่องยนต์ได้รับอากาศจากภายนอกมากขึ้นเพื่อระบายความร้อน ส่วนมุมมองด้านหลังเห็นได้ชัดเจนว่าแนวเส้นหลังคาลาดต่ำลงกว่าเดิม  เส้นสายตรงประตูหลัง และสปอยเลอร์หลังคาแปลกตาออกไป เช่นเดียวกับไฟท้ายคู่ที่เล็กลงกว่าเดิม กระจกด้านข้างรูปทรงคล้าย สามเหลี่ยมก็ดูจะเข้ารูปเข้าทรงกว่าแต่ก่อน เวลายืนมองจากด้านข้างอาจจะไม่พบความแตกต่างระหว่างรถสองรุ่นนี้มากนัก โดยเฉพาะในแง่ของขนาดของรถ เพราะทั้งสองรุ่นวางเครื่องยนต์เดียวกันนั่นคือเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.3 ลิตร โดยตั้งใจวางเครื่องเอาไว้ด้านหน้า (หลังคานหน้า) เพื่อเหตุผลด้านการกระจายน้ำหนักของรถทั้งคัน แต่มันคงไม่ใช่แค่นั้นแน่

รถรุ่นใหม่นี้ให้ความรู้สึกพิเศษมากกว่าเมื่อเข้ามานั่งข้างใน เหตุผลหนึ่งคือการมีหลังคากระจกที่เป็นออปชั่นเสริมพิเศษ ซึ่งผมแนะนำว่าต้องหามาให้ได้เลยล่ะ เพราะมันให้ความรู้สึกที่ดีสัมพันธ์กับเรื่องขนาดพื้นที่ภายใน ที่นั่งด้านหลังจัดให้เรามาอย่างพอเหมาะพอควร มุมมองไปยังด้านหน้าค่อนข้างมองได้กว้างและไกล เพราะว่าเบาะนั่งด้านหน้าค่อนข้างแคบ ตรงกันข้ามกับที่นั่งด้านหลังที่ออกแบบมาให้มีขนาดที่เหมาะสมมากกว่า ทำให้คนนั่งด้านหลังมีพื้นที่เหนือศีรษะและพื้นที่วางเท้าอย่างเหลือเฟือถึงแม้ว่าจะเป็นคนตัวสูงก็ตาม แน่นอนล่ะว่าการมี 4 ที่นั่งจะต้องทำให้รถมีน้ำหนักมากขึ้น แต่ก็ต้องเข้าใจว่านี่คือรถสำหรับนั่ง 4 คน ไม่ใช่ 1 คน

สำหรับด้านหน้า ว่ากันตามจริงแล้วรูปทรงและความนุ่มสบายของเบาะหน้านั้นค่อนข้างดีทีเดียว เช่นเดียวกับตำแหน่งสำหรับการนั่งเพื่อการขับขี่ มองไปยังคอนโซลเราจะเห็นจอควบคุมระบบอินโฟเทนเมนต์ต่าง ที่เราต้องใช้เป็นประจำในการขับขี่สำหรับการเข้าถึงระบบต่าง ของรถ ซึ่งถือว่า Ferrari นำเสนอได้ดีกว่าที่ผ่านมาอย่างชัดเจนตอบสนองความต้องการและความจำเป็นในการใช้งานประจำวันได้เป็นอย่างดี พวงมาลัยมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมเล็กน้อย เป็นผลพวงมาจากการพัฒนาให้ถุงลมนิรภัยมีขนาดเล็กลง สวิทซ์ต่าง ที่อยู่บนพวงมาลัยก็ได้รับการออกแบบใหม่ รวมถึงก้านสำหรับควบคุมการทำงานของที่ปัดน้ำฝนที่ดูเหมือนจะใช้งานได้ดีกว่าเดิม ถ้าหากคุณเป็นเพิ่งเคยสัมผัสกับ Ferrari อาจคิดว่าสิ่งต่าง ที่ถูกออกแบบมานี้ ดูมากเกินไปจนยุ่งเหยิง แต่สำหรับคนที่คุ้นเคยจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแผงคอนโซลทั้งหมดของรถรุ่นนี้ ออกแบบมาดีมาก หน้าปัดที่บอกเกียร์ รอบเครื่องเยนต์ และความเร็ว ล้วนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและลงตัวในเรื่องการออกแบบรายละเอียดปลีกย่อย ทำให้พื้นที่ส่วนหน้าที่คนขับจะต้องสัมผัสและใช้งานเป็นประจำ เป็นสิ่งที่ดึงดูดได้อย่างมากทีเดียว

อีกสิ่งบ่งชี้อย่างหนึ่งที่เป็นการบอกว่า Lusso มีอะไรในตัวที่ดีกว่า FF นั่นคือการขับขี่ ซึ่งคงต้องบอกว่ามันเป็นอะไรที่พิเศษอย่างแตกต่างอย่างแท้จริง หลังจากที่ขับไปในระยะสั้นไม่กี่ไมล์ ก็จะรู้ได้ไม่ยากว่าสมดุลระหว่างการบังคับควบคุมรถและความนุ่มนวลในการขับขี่นั้นเป็นสิ่งที่น่าประทับใจมาก เพราะแม้ว่ารถจะมีความแรง แต่เราก็รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับมันด้วยความรู้สึกที่สบาย ผ่อนคลายจริง แม้ว่าจะเป็นรถที่มีมิติค่อนข้างใหญ่ แต่การเป็นฐานล้อที่ยาวจึงทำให้การขับขี่ออกมาดี สิ่งต่อไปที่ดีกว่าเดิม คือความรู้สึกประณีต ประสมประสานอย่างลงตัวกับความหรูหราและนุ่มนวล ระบบกันสะเทือนของรถรุ่นนี้ออกแบบและพัฒนามาดีมาก ต้องบอกว่าเงียบแม้แต่การขับผ่านเส้นทางขรุขระ ในขณะที่ความดังของเสียงลมที่ถือว่าต่ำมาก

สำหรับขุมกำลังของ Lusso ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ V12 ขนาดความจุ 6262 ซีซี ถือว่าใหญ่มาก แต่เมื่อสตาร์ทเครื่อง จะแปลกใจว่านี่คือรถเครื่องยนต์ใหญ่แต่ว่าเงียบ และเวลาที่รถขับด้วยความเร็วก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ถือว่าน่าพอใจ กำลังสูงสุดของเครื่องยนต์นี้อยู่ที่ 680 แรงม้าที่ 8000 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงถึง 514 ฟุตปอนด์ที่ 5750 รอบต่อนาที ตัวเลขนี้ฟังดูอาจคิดว่าต้องรีดเครื่องยนต์ให้ได้รอบสูงจัดถึงจะเจอแรงบิดขนาดนี้ แต่ความจริง Ferrari บอกว่าเพียงแค่ระดับ 1750 รอบต่อนาทีก็สามารถเจอกับแรงบิดเกิน 400 ฟุตปอนด์แล้ว อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ นื่คือรถมิติค่อนข้างใหญ่ ดังนั้น แทบไม่มีโอกาสที่จะเอ่ยถึงความเบา น้ำหนักรถคันนี้ 2000 กิโลกรัมเน็ต โดยกระจายน้ำหนักระหว่างพื้นที่ด้านหน้าและด้านหลังของรถออกเป็น 47:53 เหมือนกับ FF ทั้งหมดทำให้เราได้สัมผัสความความเร็วของรถคันนี้ในแบบที่ต้องตะลึงเมื่อทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม.ได้ในเวลาเพียงแค่ 3.4 วินาทีเท่านั้น ส่วนความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้ (อันนี้เป็นตัวเลขตามเอกสารอ้างอิง) บอกว่าอยู่ที่ 208 ไมล์ต่อชั่วโมง

ในแง่ของการทรงตัว เวลาขับเข้าโค้งด้วยความเร็วระดับหนึ่ง ตอนออกจากโค้ง Lusso ปราศจากอาการที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการควบคุมการทรงตัวอย่างสิ้นเชิง เท่ากับเป็นการบอกให้ทราบว่าระบบและกลไกต่าง เกี่ยวกับการยึดเกาะถนนของรถคันนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทบจะเรียกว่าปล่อยไปตามสบายโดยที่เราไม่ต้องแทรกแซงอะไร ส่วนการนำเอาระบบขับเคลื่อน 4 ล้อซึ่งเป็นระบบเดียวกันที่ Ferrari ใช้กับ 456 และ 612 นั้น ไม่ถือว่าง่ายเมื่อนำมาใช้กับ Lusso เพราะรถเหล่านั้นมีโครงสร้างการกระจายน้ำหนักรถแตกต่างจากรถคันนี้ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเดิมที่ Ferrari มีและใช้อยู่นั้นมีกลไกบางอย่างเกี่ยวกับดิฟเฟอเรนเชียลและชุดเกียร์ที่จะต้องทำการแก้ไขปรับปรุงก่อนที่จะนำมาใช้กับรถรุ่นใหม่นี้ เพราะการส่งกำลังของเครื่องยนต์ไปยังคู่ล้อทั้งหน้าและหลังจะไม่สามารถดำเนินไปด้วยความราบรื่นหากไม่ปรับปรุงเสียก่อน

ทางออกของ Ferrari เพื่อให้เกิดความลงตัวอย่างสมบูรณ์กับ Lusso นั้นถือว่าเหนือความคาดหมาย แต่ก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ เมื่อทีมพัฒนาลงมือปรับการทำงานของเพลาข้อเหวี่ยงที่ส่วนหน้าของเครื่องยนต์ ให้ทำงานร่วมกับชุดเกียร์ที่มีขนาดเล็ก เพื่อส่งกำลังเครื่องยนต์ไปยังล้อคู่หน้าโดยผ่านชุดคอนโทรลคลัชท์อิสระ การทำแบบนี้ทำให้ภาพรวมการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ Lusso มีความเรียบง่ายมากกว่าเดิมและช่วยลดน้ำหนักของระบบขับเคลื่อนและน้ำหนักรวมของรถลงได้ด้วย อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนี้จะทำให้เกิดข้อจำกัดขึ้น 2 ประการด้วยกัน อย่างแรก ชุดเฟืองเกียร์ขับหน้าจะสามารถรับแรงบิดของเครื่องยนต์ V12 ได้เต็มที่เพียง 20% ประการที่สอง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อนี้จะทำงานเฉพาะเกียร์ 1 ไปถึงเกียร์ 4 เท่านั้น

ตามที่ Ferrari ระบุ บอกว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ใช้กับ Lusso แต่อย่างใด ยกเว้นกลไกที่ช่วยในการบังคับควบคุมล้อคู่หลังเพื่อเสริมความคล่องตัวและความมีเสถียรภาพในการขับขี่ นอกจากนั้นยังปรับปรุงระบบควบคุมอาการโอเวอร์สเตียร์ ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้า ปรับการทำงานของระบบ E-Diff ให้รองรับกับโช้ครุ่นใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลทำให้การขับขี่ Lusso ออกมาดีอย่างที่ควรจะเป็น ผู้ขับขี่สามารถที่จะเลือกขับในโหมดการทำงานใดก็ได้ตามใจชอบ เพียงแคสั่งการผ่านระบบที่เรียกว่า manettino บนพวงมาลัย ไม่ว่าจะเป็นหมด Winter, comfort หรือจะเป็น Sport และโหมดที่ปิดการทำงานของระบบช่วยในการทรงตัวของรถ โดยโหมดปกติของรถที่ออกจากโรงงานจะตั้งเอาไว้เป็น Comfort

ผมเองคาดเอาไว้ก่อนจะขับจริง ว่าคงเป็นงานยากไม่มากก็น้อยที่จะต้องรับมือกับระบบบังคับเลี้ยวกับรถที่มีขุมกำลังมหาศาล มิติใหญ่ และมีฐานล้อยาว โดยเฉพาะในทางโค้ง แต่ว่าเมื่อได้ขับจริง กลับพบว่าพวงมาลัยของ Lusso ไม่ได้หนักอย่างที่คิด ค่อนข้างเบาด้วยซ้ำไป การล็อกพวงมาลัยก็ไม่มีความรู้สึกว่าฝืนหรือขืนการสั่งการของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่าการตอบสนองของพวงมาลัยของ GTC รุ่นนี้เป็นไปตามที่เราต้องการทุกประการ

กลับมาพูดถึงเรื่องตัวเลขต่าง เกี่ยวกับเครื่องยนต์ V12 ซึ่งว่ากันตามจริงแล้ว ไม่ได้ถือว่ามากเกินไปสำหรับ Lussoการทำงานของชุดเกียร 7 สปีดแบบดูอัลคลัทช์กทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี การเปลี่ยนเกียร์ขึ้น ลง เป็นไปด้วยความราบรื่น ฉับไว แต่ถ้าจะบอกว่าไวอย่างที่ใจคิดก็คงจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว  เรื่องกำลังของเครื่องยนต์ รอบสูงสุดถือว่าเป็นที่สุดของความประทับใจและความน่าตื่นตาเป็นอย่างยิ่ง เหนือ 8000 รอบต่อนาทีขึ้นทั้งกำลังและเสียงของเครื่องยนต์ที่ออกมา สร้างความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม แม้จะมีบางมุมให้รู้สึกเสียดายไปบ้างก็ตาม เช่นการที่ต้องยอมรับว่าแรงบิดที่เครื่องยนต์นี้สามารถให้ได้นั้น ยังน่าจะมากกว่านี้ส่วนเรื่องเสียงของเครื่องยนต์ ผมอยากจะใช้คำว่า Lusso อาจจะเป็นไม่กี่คันที่ผมสามารถบอกได้ว่านี่คือรถที่มีเสียงของเครื่องยนต์ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยขับ ไม่ว่าจะฟังจากข้างในเวลานั่งหลังพวงมาลัย หรือเปิดประตูออกไปยืนฟังที่ข้างนอกตัวรถ เสียงของเครื่องยนต์ V12 ในรถรุ่นนี้เป็นที่ถูกอกถูกใจผมมาก ทุกครั้งที่กดคันเร่งให้ลึก เหมือนเราได้สั่งให้วาล์วท่อไอเสียเปิดทำงาน อย่างไรก็ตาม จุดที่พึงพอใจที่สุดคือการฟังเสียงเมื่อนั่งข้างใน

ระบบการบังคับเลี้ยวที่ดีขึ้น ทำให้ Lusso กลายเป็นรถใหญ่ที่คล่องตัวมากในทางโค้ง และเป็นรถเครื่องยนต์ขนาดยักษ์แต่เชื่องต่อการสั่งการของมือเรามาก เวลาเข้าโค้งที่มีความโค้งมากกว่าปกติที่เป็นรถคันอื่น รุ่นอื่น อาจจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ว่าถ้าคุณได้มานั่งหลังพวงมาลัยของรถคันนี้ ในโค้งคุณก็แตะคันเร่งได้โดยไม่ต้องกลัวอาการไม่พึงประสงค์ที่จะเกิดขึ้นกับท้ายรถเลย สำหรับเรื่องการทำงานของระบบเบรก รถรุ่นนี้ใช้เบรกคาร์บอนเซรามิก สิ่งที่พบคือตอบสนองได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะในสภาพการขับขี่แบบไหน แม้แต่ในสภาพพื้นถนนเปียกการทำงานก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป ดังนั้น จึงเป็นรถที่ไว้ใจได้ ไม่มีอย่างแน่นอนที่คุณจะมาขับรถคันนี้แล้วเกิดอาการท้ายปัด หรืออาการไถลต่าง นานา รับรองได้

ยิ่งขับคุณจะยิ่งประทับใจและหลงรัก Lusso สิ่งที่จะบอกตัวเองในใจคือ Ferrari สามารถทำในสิ่งที่ควรจะทำให้สำเร็จลุล่วงได้งดงามแบบนี้ได้อย่างไรกัน เพราะนี่คือรถยนต์สำหรับ 4 ที่นั่งที่มีครบ ทั้งความสวยงามด้านการออกแบบ ความนุ่มนวลในการขับขี่ และมีความแรงเร็วในแบบที่คุณคาดหวัง ตลอดเวลาที่ผมขับ ต่อให้ใหญ่ ต่อให้แรงแค่ไหน แต่ก็พบว่าโครงสร้างแชสซีส์ของรถรุ่นนี้ได้รับการพัฒนามาเป็นอย่างดี เป็นรถที่มีขุมกำลังน่าครั่นคร้าม แต่ก็เป็นรถที่ทำให้คุณสามารถไว้ใจได้ในการขับขี่ตลอดเวลา คุณแค่ทำหน้าที่ขับส่วนรถทำหน้าที่ของการเป็นรถที่พร้อมจะให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในอย่างที่คุณคาดหวังจากรถประเภทนี้ทุกอย่าง

แน่นอน บางโอกาสคุณอาจจะเดินออกจากรถเหมือนคนแฮงก์หลังต้องรับมือกับพวงมาลัยที่คมกริบ หูอื้อจากเสียงจากท่อไอเสีย และตื่นตระหนกเพราะเครื่องยนต์ นั่นอาจจะเป็นรถรุ่นอื่น แต่สำหรับ Lusso นี่คือการมาบรรจบพบกันที่ลงตัวที่สุดของโจทย์การพัฒนารถยนต์ เพื่อตอบสนองตลาดที่ต้องการ SUV ที่ให้ครบทั้งความหรูหรา การใช้ประโยชน์ และสมรรถนะที่ล้ำเกินใครนี่แหละคือสุดยอดแห่ง SUV สมรรถนะสูง ยนตรกรรมระดับพรีเมียมเพื่อการใช้ประโยชน์ในทุก วันของคุณ.

ข้อมูลทางเทคนิค

เครื่องยนต์ V12 6262 ซีซี กำลังสูงสุด 680 แรงม้า @ 8000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด514 ฟุตปอนด์ @ 5750 รอบต่อนาที ชุดเกียร์7 สปีดดูอัลคลัทช์, ขับเคลื่อน 4 ล้อ, ดิฟฟ์ไฟฟ้า ระบบกันสะเทือน ด้านหน้า ดับเบิ้ล วิชโบน, คอยล์ สปริง และเห,กกันโคลง ด้านหลัง มัลติลิงก์ คอยล์สปริง โช้คอะแดฟทีฟ, เหล็กกันโคลง ระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อ เบรก คาร์บอนเซรามิกระบายความร้อน ด้านหน้าขนาด 398 มม. ด้านหลั 360 มม., ABS, EBD ล้อ ด้านหน้า 8.5 x 20 นิ้ว ด้านหลัง 10.5 x 20 นิ้ว ยาง ด้านหน้า 245/35 ZR20 ด้านหลัง 295/35 ZR20 น้ำหนัก 1920 กก. กำลังต่อน้ำหนัก 360 แรงม้า/1ตัน 0-62 ไมล์/ชม. 3.4 วินาที (ตามเอกสาร) ความเร็วสูงสุด 208 ไมล์/ชม.(ตามเอกสาร) ราคาเริ่มต้น 231,310 ปอนด์

Share

Leave a Reply