HYPER HYBRID

ด้วย 986bhp SF90 Stradale บนเส้นขอบฟ้า เรากลับมาพบกับรถไฮเปอร์คาร์ไฮบริดตัวดั้งเดิมของ Ferrari นั่นคือ LaFerrari 950bhp

เป็นอีกวันหนึ่งหรือเป็นอีกโลกหนึ่ง คำเหล่านี้จะอธิบายได้ว่าการขับไฮเปอร์คาร์ Ferrari เกื่อบ 1,000 แรงม้านั้นเป็นอย่างไร แต่แล้ว Covid-19 ก็ได้นำมาซึ่งโคโลน่าไวรัสและที่เคยถูกเลื่อนการเปิดตัว SF90 Stradale ถูกเขี่ยออกไปอีกครั้ง

ถึงกระนั้นมันก็ยากที่จะจินตนาการได้ว่าไฮบริดนั้นจะมีตัวตนได้อย่างไรถ้าไม่ได้มาอยู่ในคันนี้ โดยไม่ต้องการให้ฟังดูเหมือนว่า Blue Peter ผู้ที่จะมานำเสนอได้เฉลยบางอย่างและประกาศว่า “นี่คือสิ่งที่เราทำไว้ก่อนหน้านี้” มรดกของ LaFerrari ใน SF90 เห็นได้อย่างชัดเจน ในช่วงเจ็ดปีที่ตอนนี้ต้องแยก Ferrari ไฮบริดสองคันแรกออกจากกัน บทเรียนที่ได้รับจากโครงการแรกได้เปลี่ยนไฮเปอร์คาร์ £1.2 ล้าน 950bhp ซึ่งสร้างขึ้นเพียง 499 คัน (บวก 210 Apertas) เป็นซูเปอร์คาร์ประมาณ £450,000 986bhp ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของ Ferrari และ SF90 มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ สามารถเสียบปลั๊กได้และจะขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว (ซึ่งในโหมดนี้จะเป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้าและเป็นคันแรกของ Ferrari ด้วย)

แต่ผมสงสัยว่าคันไหนจะพิสูจน์ได้ว่าสนุกมากกว่า V8 4 ลิตรเทอร์โบของ SF90 จะพิสูจน์ได้มากกว่าการเข้ากันของทั้งในเชิงความเป็นรูปธรรมและนามธรรมสำหรับเครื่องยนต์ V12 6.3 ลิตรของ LaFerrari ได้หรือไม่ แรงฉุดที่เพิ่มขึ้นของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและอัตราการเร่งที่น่าตกใจ (0-62 ไมล์ต่อชั่วโมงใน 2.5 วินาที) มันนำมามากกว่าการชดเชยกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ เพิ่มขึ้น 150 กก. เมื่อเทียบกับ LaFerrari แม้ว่าจะมีกระบอกสูบและความจุเครื่องยนต์เพียงสองในสามก็ตาม

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนั้นคือสำหรับอีกครั้งหนึ่ง สำหรับตอนนี้มาร่วมกับผมอย่างที่ผมรู้สึกไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นจริงที่ว่ามันเป็นเวลาถึงเจ็ดปีแล้วที่รถบ้านอันทรงพลังที่สุดของ Ferrari ได้เปิดตัวสู่โลกของเรา

แน่นอนว่ามันไม่ได้เกิดในสุญญากาศ ตรงกันข้ามการมาถึงของมันใกล้เคียงกับอีกสองคันในเวลาเดียวกัน อันที่จริงในกรณีของ LaFerrari และ McLaren P1 ในงานมอเตอร์โชว์ปี 2013 ที่เจนีวาย้อนกลับไปในสมัยที่ยังมีการจัดงาน แน่นอนว่าทั้งสองบริษัทรู้มาระยะหนึ่งแล้วเกี่ยวกับ Porsche 918 Spyder ซึ่งได้รับการเปิดตัวต่อฝูงชนที่ตกตะลึงในแบบรถต้นแบบเมื่อสามปีก่อน แต่ทั้งสามคันได้รับการอนุมัติในการสร้างโดยปราศจากความรู้ของคันอื่น พิเศษจริงๆว่าไหม

พวกเขารู้จักกันในชื่อไฮเปอร์คาร์ไฮบริด เป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมในฐานะเครื่องจักรที่มีความเร็วเป็นพิเศษ มีราคาแพงมากที่ใช้งานเพียงระยะสั่นๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาจะกลายเป็นที่รู้จักกันนามของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่าง The Holy Trinity และกลายเป็นเป้าหมายของนักข่าวรถยนต์ที่จะได้ขับทั้งสามคัน มันทำให้ผมใช้เวลาหลายปีในการเข้าร่วม (เพราะ The Sunday Times แทนที่ผมในการเปิดตัว Porsche ด้วยคนขับที่ไม่มีประสบการณ์ซึ่งเขาขับชน) แต่เมื่อผมได้มีโอกาสสำหรับผมมันง่ายที่จะเข้าใจแนวทางต่างๆของพวกเขา บทบาทที่ตั้งใจไว้และการบรรลุจุดมุ่งหมายได้ดีเพียงใด

Porsche ก็คือ Porsche เครื่องจักรที่มีวิศวกรรม การออกแบบและการจัดการที่ดีจนคุณอาจลืมไปได้อย่างง่ายดายว่าคุณอยู่ในยานยนต์ที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งของโลกและคุณสามารถใช้งานได้ทุกวัน และ McLaren ก็คือ McLaren มันเร็วในเอกสารแต่มันเร็วกว่าในสนามแข่ง มันเต็มไปด้วยอุปกรณ์ช่วยเหลือในการขับที่น่าตื่นตาเช่น DRS (Drag Reduction System) และ IPAS (Instant Power Assist System) ที่สั่งงานโดยปุ่มต่างๆบนพวงมาลัย มันซ่อนเทคโนโลยีไว้ใต้แขนเสื้อมันเอง มันให้ประสบการณ์ในสนามแข่งไม่เหมือนกับรถบ้านทั่วไปที่สร้างมาจนถึงจุดนั้นแล้วส่งมอบประสบการณ์นั้นอย่างเต็มที่

แล้ว Ferrari ล่ะ มันไม่เหมือนรถพวกนั้นเลย บนกระดาษมันเร็วที่สุดตราบเท่าที่มีกำลังมากที่สุดและมีอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักที่ดีที่สุด แม้ว่าผมจะเห็นการอ้างที่แตกต่างกันมากมายสำหรับน้ำหนักจริงของ LaFerrari ซึ่งผมก็ยังไม่รู้ว่าควรเชื่ออันไหน แต่ถ้าคุณไม่เคยได้ยินอะไรเลยจนกระทั่งวินาทีแรกที่คุณเดินเข้าไปใกล้ประตูบานนี้ ความลับของมันจะยังคงอยู่แค่นั้น คุณสามารถขึ้นรถไปขับออกไป วิ่งไปสักสิบกว่ารอบในสนามแข่งที่คุณชื่นชอบยังไม่รู้แน่ชัดว่ามีลูกไม้อะไรที่อยู่ภายใต้มัน มันไม่มีปุ่มวิเศษให้กด คุณไม่สามารถเสียบปลั๊กหรือขับมันด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวได้ คุณอาจจะลืมที่จะคิดว่ามันไม่ใช่ไฮบริดแต่เป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยไม่มีอะไรมากไปกว่าเครื่องยนต์ที่ใช้อากาศจากธรรมชาติและแม้ว่ามันจะมีความจุประมาณ 10 ลิตร

เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมพบว่ามันน่าหลงใหลเกี่ยวกับรถคันนี้ สำหรับพลังที่บ้าคลั่งทั้งหมดนี้มันไม่ได้พยายามปิดบังคุณด้วยวิทยาศาสตร์หรือทำให้คุณกลัวด้วยการเปิดใช้งานระบบต่างๆในเวลาที่ต่างกันเพื่อให้ได้สมรรถนะสูงสุด อากาศพลศาสตร์ของมันมีการใช้งานจริงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่ก็เหมือนกับการขับรถไฮบริดมันถูกรวมเข้าด้วยกันทั้งหมดและเป็นระบบอัตโนมัติ สิ่งที่คุณต้องทำทั้งหมดคือเลือกการตั้งค่าด้วยสวิช Manettino ตามที่คุณต้องการและจากนั้นก็ขับเช่นเดียวกับ Ferrari รุ่นอื่น ๆ

เว้นแต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปมันไม่เหมือนกับ Ferrari คันอื่นหรือรถคันใดที่เคยมีมารวมไปถึง Porsche และ McLaren Enzo Ferrari รัก V12 เป็นอย่างมาก บริษัทของเขาอยู่มาเกือบ 30 ปีก่อนที่เขาจะยอมให้ชื่อของเขาติดอยู่กับรถที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องอื่น V12 คือสุดยอดแล้วหรือ ? ที่จริงมันก็ไม่ อย่างที่มันได้เกิดขึ้นขนาด Enzo เองก็ไม่เคยนึกฝันถึง V12 ที่มีไฮบริดมาช่วย

บางคนจะบอกคุณว่าเครื่องยนต์ดูดอากาศด้วยตัวมันเองนั้นไม่เหมาะกับระบบไฮบริดมากกว่าเครื่องยนต์ที่มีเทอร์โบ เพราะในช่วงหลังคุณสามารถใช้พลังงานแบตเตอรี่เพื่อลดความล่าช้าของเทอร์โบได้ แต่ Ferrari รับรู้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่าไฮบริดสามารถใช้ในทางอื่นได้ทั้งหมด แม้กระทั่งมีประโยชน์มากกับเครื่องที่ดูดอากาศในความดันบรรยากาศนี้ เพราะปัจจัยที่ถูกจำกัดมาโดยตลอดนั้นคือแรงบิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Ferrari ที่ในรอบสูงสุดที่คุณต้องการสามารถทำได้โดยการเสียสละช่วงรอบกลางถ้าคุณต้องการมันจริงๆ ไฮบริดทำให้ปัญหานั้นหมดไป Ferrari สามารถปรับแต่ง V12 ขนาด 6.3 ลิตรจาก 730bhp ที่ 8250rpm ที่อยู่ใน F12 ไปเป็น 789bhp ที่ 9000rpm ใน LaFerrari และเพียงแค่เติมลงไปในผลลัพธ์ของเส้นโค้งแรงบิดด้วยไฟฟ้า

มันทำงานได้อย่างสมบูรณ์แต่ถ้าอย่างนั้นก็ทำทั้งคันไปเลย ผมชอบวิธีที่เบาะนั่งได้รับการแก้ไขและคุณนั่งอยู่ในที่นั่งเล็ก ๆ ที่อยู่ในหลุมที่สร้างขึ้นมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ 4 ชนิด ระบบควบคุม พวงมาลัยและคันเหยียบจะเข้ามาหาคุณซึ่งไม่เพียงแค่สะดวกแต่ยังทำให้รถเบาขึ้นเพราะไม่ต้องใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่เบาะและเตี้ยลงด้วยเหตุผลเดียวกัน  ที่สำคัญที่สุดมันมั่นคงและมีศักยภาพในการยึดมวลขนาด 200 กก. (ถ้ามันจะมีสองคนอ้วนในหนึ่งที่นั่ง) ให้อยู่กับที่ตรงกลาง

กระจกหน้ามีความชัดเจนและอย่างน้อยตามมาตรฐานของ Ferrari สวิตช์ก็เช่นกัน ซึ่งแตกต่างจาก McLaren Ferrari ดูเหมือนจะตัดสินใจที่จะทำให้ชีวิตเรียบง่ายที่สุดสำหรับคนขับ โดยสันนิษฐานว่าเขาหรือเธอจะมีมือที่ว่างมากกว่าที่จะพยายามทำให้สัตว์ร้ายนี้เชื่อง อย่างน้อยสำหรับทุกคนที่คุ้นเคยกับ Ferraris สมัยใหม่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติ อย่างน้อยที่สุดก็จนกว่าคุณจะหันหัวรถออกจากประตูโรงงาน เลี้ยวซ้ายและเข้าสู่ Via Abetone

ตอนนั้นแม้แต่ชาวบ้านแสนดีของ Maranello ที่เคยเห็นมันมาก่อนทั้งหมดก็เริ่มชี้และจ้องมอง ผมหวังว่าจะไม่มีใครเถียงว่า LaFerrari ก็ไม่ได้ดูดีที่สุดของ ‘the trinity’ ความจริงดูเหมือนได้รับการยืนยันจากเสียงตะโกนและเสียงโห่ร้องของชาวบ้าน

แต่มันก็ไม่สนุกเท่าไหร่อย่างน้อยก็ไม่ใช่ที่นี่และยังไม่ใช่ตอนนี้ มันกว้างเกินไปทัศนวิสัยเหนือไหล่ถูกจำกัด เกินไป คุณจะรู้สึกประหม่าด้วยหรืออย่างน้อยผมก็เป็น ดังนั้นคุณจึงมุ่งหน้าไปยังเนินเขาที่คุณรู้จักดี ไปยังถนนที่ Ferraris stradale และ corsa ใช้มานานกว่า 70 ปีและพบว่ามันใช้งานไม่ดีเช่นกัน ทั้งขนาดทางกายภาพและศักยภาพมหาศาลมันเติบโตเกินกว่าสภาพแวดล้อม

มันให้ความรู้สึกเหมือนสิงโตในละครสัตว์ที่กรงเล็บถูกตัดออกไป เดินวนรอบอยู่กรงเล็ก ๆ อย่างฉุนเฉียว หิวโหย หงุดหงิดและเป็นอันตราย คุณเหมือนถูกบีบให้เล็กลงไร้กำลังที่จะเร่ง มันพาคุณไปข้างหน้าอย่างที่เครื่องยนต์เร่งกำลังสู้กับระบบอีเล็กโทรนิคที่จะคอยรักษาไม่ให้เกิดความเสี่ยงใด ๆ ที่จะคอยดึงมันไว้เพื่อรักษายาง Pirellis ที่ด้านหลังถึงแม้ว่ามันจะเร็วมากจนคุณได้ไปถึงโค้งถัดไปก่อนที่คุณจะสามารถเร่งเครื่องไปจนถึงแถบเรดไลน์ที่ 9250rpm ก็ตาม บนความเร่งรีบกับถนนที่กว้าง คุณตกอยู่ในการจราจร เพราะความเร็วที่ทำได้สูงและถนนที่กว้างมันจึงได้รับความนิยม และยิ่งใน LaFerrari ถ้าคุณแซงกลุ่มรถกลุ่มหนึ่งและเร่งความเร็วคุณก็จะไปถึงอีกกลุ่มหนึ่งทันที

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่เคยรู้สึกยินดีที่ได้เห็นประตูของ Fiorano  และโอกาสในท้ายที่สุดเพื่อให้ LaFerrari นั้นเป็นอิสระ

คุณจะรู้ได้จากการเข้าร่วมแทร็กเดย์ว่ารถวิ่งถนนบนสนามแข่งมันไม่เคยดูแรง ยกเว้นคันนี้ ทั้งเสียง ทั้งพลัง ทั้งความยิ่งใหญ่ของมันเพียงแค่มันขับผ่านไปบนทางตรงหลักนั้นสร้างแรงบันดาลใจให้กับความรู้สึกที่เป็นตัวอักษรมากที่สุด ถึงคราวของผมและผมเริ่มด้วยรอบสองรอบด้วยความเร็วที่นุ่มนวล (พูดได้ว่า Porsche 911 ขับแบบน่าเบื่อ) ถ้าคุณรู้ว่าคุณกำลังมองหาอะไร รถที่ดีมักจะเผยให้เห็นลักษณะที่แท้จริงก่อนที่คุณจะไปถึงขีดจำกัดของมัน

และเพื่อความสบายใจของผมท่ามกลางเสียงกระหึ่มและเสียงแผดร้องของเครื่อง  V12 ที่ยังเคยใช้งานเร่งผ่าน 9000rpm ครั้งแล้วครั้งเล่ามันพยายามทำให้ผมมั่นใจ พวงมาลัยเบากว่าที่ผมชอบเล็กน้อย และสัมผัสที่ดุดันเกินไปในแบบของ Ferrari แต่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกส่งผ่านมาทางแชสซีมันบอกผมว่ารถคันนี้จะคอยดูแลผมเอง

แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่เช่นรถได้ทำการรีแมพ Fiorano ให้สำหรับผม คุณไม่มีที่จะเวลาคิดบนทางตรงอีกต่อไปและโค้งซ้ายที่อยู่ตรงกลางซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโซนเร่งความเร็วในตอนนี้เป็นมุมที่ชัดเจนมาก สามารถไปได้มากกว่า 150mph และต้องการการเข้าโค้งที่เหมาะสม เส้นทางและจิตใจที่นำคุณกลับไปอยู่ทางซ้ายของถนนเพราะจุดเบรกนั้นก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และคุณจำเป็นต้องบดขยี้เบรกคาร์บอนเซรามิกขนาดใหญ่เหล่านั้นก่อนที่คุณจะออกจากโค้ง

แต่ครั้งเดียวที่มันทำให้ผมกลัวก็คือผมแทบจะไม่สังเกตเห็นมาก่อน มันเป็นความโดดเด่นที่แตกต่างใน F12 และ 458 เนื่องจากระบบกันสะเทือนของพวกมันดูดซับได้ดี แต่ LaFerrari เกื่อบเหมือนที่จะบินแล้ว ซึ่งความแน่นความเตี้ยหลังจากนั้นไม่เป็นประโยชน์ แต่ด้วยข้อสังเกตผมจึงหมุนปุ่ม manettino ไปที่ race เพื่อปิดระบบ stability แล้วหายใจเข้าลึก ๆ และไป

แค่นั้นผมก็แน่ใจแล้วว่าผมรู้สึกอย่างไรกับรถคันนี้ ทันใดนั้นผมก็รู้ถึงความพยายามของ Ferrari ในการสร้างรถที่ดูน่ากลัวบนกระดาษ ให้มีความรู้สึกที่เป็นมิตรในการใช้งานอย่างไม่มีเหตุผล ได้ถูกขยายออกไปเกินกว่าขอบเขตของมันทั้งในด้านความปลอดภัยและระบบรวมเข้าด้วยกัน กระซิบหน่อยเพราะมีคนที่อยากให้คุณเชื่อว่ามีเพียงนักขับในสนามแข่งเท่านั้นที่สามารถทำให้มันเชื่องได้ แต่ขึ้นอยู่กับการอยู่บนหรือเหนือขีดจำกัด LaFerrari นั้นเป็นรถที่ขับง่ายจริง ๆ ตราบใดที่คุณมีสติสัมปชัญญะที่จะปรับสมองของคุณใหม่ว่ามันเร็วแค่ไหน ที่สำคัญในการขับรอบสนามถึงแม้จะมีม้วนตาข่ายนิรภัยมันก็ยังง่ายที่จะหลุดออกไป

มันมีความมั่นคงภายใต้การเบรก ดื้อโค้งนิด ๆ ตอนเข้าและจากนั้นก็รอคำสั่งของคุณ ด้วย 950bhp แน่นอนว่าคุณสามารถสไลด์ออกด้านข้างได้เท่าที่คุณต้องการและนานเท่าที่คุณต้องการ แต่การทำอย่างนั้นก็ขึ้นอยู่กับคุณตัดสินใจ

ผมหวังว่าผมจะสามารถควบคุม LaFerrari และผมทำได้ แต่ผมไม่คิดว่าในนั้นจะรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน แน่นอนว่าไม่ใช่วันเดียวที่เราอยู่ด้วยกัน แต่ผมก็ได้ทำและรู้แล้วว่าควรจะอยู่ตรงไหนของ Holy Trinityถ้าหาก 918 Spyder เป็นรถที่คุณใช้ในทุกวันและ P1 คือคันที่จะใช้ในการลดเวลารอบ LaFerrari คือรุ่นที่คุณจะขับออกไปเพื่อความเรียบง่ายและความสุขที่แท้จริงในการขับ ด้วย Ferrari มันควรจะเป็นแบบนั้นเสมอ

Share

Leave a Reply