IMPRESSED IN CLASSICHE 

ครั้งหนึ่งเขาเคยมี F355 เป็น FERRARI คันแรกของเขา และนี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่เจ้าของจะนำรถรุ่นเดิมกลับมาทำใหม่อีกครั้ง เพื่อรำลึกถึงความทรงจำครั้งแรกของเขา

นอกเหนือจากแง่มุมนักธุรกิจผู้ซึ่งประสบความสำเร็จกับการเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กลุ่มขวดแก้ว และกระจก รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแล้ว คุณปวิณ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) ยังมีไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ตำแหน่งประธานสโมสร บางกอกกล๊าส เอฟซี ที่เขาสานต่อความชื่นชอบในแวดวงกีฬาฟุตบอล และยังมีอีกมุมสนุกที่เขาชื่นชอบและหลงใหลในม้าลำพองอย่างเต็มจิตเต็มใจไม่แพ้เดอะแรบบิททีมฟุตบอลกระต่ายแก้วที่เขาปลุกปั้นขึ้นมา

ยอดหญ้าที่เขียวขจีของสนาม ลีโอ สเตเดียม หลังรับฝนเมื่อกลางดึกกำลังกำลังสะกดสายตาของเราให้ตะลึงในความสวยงาม แต่ก็มีบางอย่างที่ดึงดูดสายตามากกว่า ด้วยประกายสีแดงฉ่ำจาก FERRARI F355 หนึ่งในรถคันโปรดของคุณปวิณ ที่สะท้อนแสงแดดตอนสายอยู่ท่ามกลางสนามฟุตบอลที่มีเจ้าของเป็นคนเดียวกัน   

สมัยก่อนผมเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ ช่วงนั้นเป็นยุคที่ F355 ออกมาใหม่ มันดูเป็นรถสปอร์ตที่เท่ห์มาก ประกอบกับภาพยนตร์เรื่อง THE ROCK ทำให้ผมรู้สึกชอบ F355 มากขึ้นไปอีกเขาพูดถึงความประทับใจในภาพจำของฉากแอ็คชั่นที่ Nicolas Cage กำลังควบ F355 Spyder สีเหลือง เพื่อไล่ตาม HUMVEE ของ Sean Connery ที่กุยทางหนีไปด้วยการชนแบบแหลกลาน ในหนังฟอร์มยักษ์ยุค 90’s

F355 ถูกเผยโฉมเมื่อปี 1994 โดยหน้าที่ของมันคือมารับช่วงต่อจาก 348 ที่ดูเชยไปแล้วสำหรับในยุคนั้น การเปิดตัวนำร่องโดย F355 Berlinetta ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามันคือรถประเภทสปอร์ตคูเป้ 2 ที่นั่ง ก่อนจะตามมาด้วยรุ่นเปิดประทุน F355 Spyder และ F355 GTS ที่มีหลังคาแข็งถอดได้แบบ Targa และถึงแม้ว่ารูปลักษณ์ของ 355 จะดูเหมือนเป็นร่างเงาของ 348 แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าการที่ Pininfarina เปลี่ยนเส้นสายเพียงเล็กน้อย ของช่องลมด้านข้างแบบบานเกล็ดมาเป็นช่องลมที่โค้งมนขนาดใหญ่ จะให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งขนาดนี้ มันส่งผลให้ม้าลำพองกลางยุค 90 นี้ยังคงเสน่ห์อยู่ตลอดกาล กันชนหน้าที่โค้งมนขึ้น กับไฟท้ายทรงกลมสี่ดวงนับว่าเป็นผลงานที่ปราณีตและยั่วยวนชวนให้หลงใหลมาในทุกยุคสมัย บอดี้ของ F355 เป็นต้นแบบของจุดเปลี่ยนที่มีการใช้โครงสร้างตัวถังเหล็ก แล้วมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนบางชิ้นเป็นอลูมีเนียมบางจุด ในขณะที่ยุคหลังก็หันมาใช้โครงสร้างอลูมีเนียมเป็นเหล็กแล้วเอาคาร์บอนไฟเบอร์เข้ามาเสริม

และในปี 1997 สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วย F355 F1 ด้วยการนำเอา 355 มาใส่ชุดเกียร์แบบรถแข่ง Formula 1 ซึ่งเป็นการนำมาใช้กับรถถนนเป็นครั้งแรก ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทำงานคู่กับไฮดรอลิกส์ที่สามารถชิฟท์เกียร์ผ่านก้านแพดเดิลชิฟท์ที่อยู่หลังพวงมาลัยทำให้มันสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่า โดยที่คุณไม่ต้องละมือออกจากพวงมาลัยเลยด้วยซ้ำ โดยมันเป็นออพชั่นที่ต้องควักจ่ายเพิ่มอีกราว 6,000 ปอนด์ถ้าคุณอยากได้มัน เป็นจุดเริ่มต้นของการนำเอาเทคโนโลยีจากรถแข่งมาใช้ในรถถนน แต่อย่างไรก็ตามชุดแป้นเกียร์ 6Speed สุดคลาสสิก กับการใช้เท้าซ้ายเหยียบแป้นคลัทช์

จนกระทั่งหนุ่มนักเรียนนอกคนนั้นกลับมาเมืองไทยและพบว่ามี F355 Berlinetta สีแดง Rosso Corsa มาจอดอยู่ในโรงรถ โดยเป็นรถที่พี่ชายของเขาซื้อมันมาด้วยความชอบเหมือนกัน และเหมือนฟ้าประทานที่พี่ชายของเขาเองก็กำลังมองหารถใหม่ สองพี่น้องจึงเริ่มเทรดทรัพย์สินกันในครัวเรือน สุดท้ายเขาก็ได้ F355 คันนั้นมาครอบครอง ถึงแม้มันจะไม่ใช่รุ่นเกียร์ F1 แต่เป็นเกียร์ธรรมดา 6 สปีดที่มีระบบการเปลี่ยนเกียร์แบบฝืด แต่แม่นยำ และคลัทช์ที่หนักอึ้ง ก็ยังคงให้อารมณ์การขับอย่างที่นักขับหลายคนหลงใหล ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมทั้งคุณปวิณด้วย และเป็นข้อดีที่เขาไม่ต้องไปกังวลกับการเซอร์วิสชุด Electro-Hydraulic ที่ราคาเอาเรื่องในภายภาคหน้า หลังจากใช้งานรถคันนั้นอยู่ประจำร่วม 4 ปี การใช้งานของมันก็เริ่มส่อแววงอแงกันบ้าง ประกอบกับศูนย์บริการในสมัยนั้นว่ากันตรง มันก็ยังไม่ค่อยดีนัก ( สมัยนั้นยังไม่มีตัวแทนจำหน่าย Ferrari อย่างเป็นทางการอย่าง Cavallino Motor ) ทำให้การบำรุงรักษาหรือเซอร์วิสนั้นก็เป็นเรื่องยาก จนกระทั่งเข้าข่ายสมบัติผลัดกันชมอีกครั้งเมื่อพี่ชายอีกคนมาขอซื้อรถคันนี้ไป ทำให้คุณปวิณจำต้องพรากจาก F355 ในฝันของเขาไป

จากนั้นผมก็มาซื้อ F360 และก็ตามมาด้วย 488 ซึ่งเป็น FERRARI ยุคโมเดิร์นที่ทั้งแรง ขับสนุก และสบายกว่าFERRARI คันแรกที่ผมเคยได้สัมผัส จนเมื่อสองปีที่แล้ว ก็ไม่รู้ทำไมว่าอยู่ดี ผมก็เกิดคิดถึง F355 ขึ้นมาอีกครั้ง ก็เลยฝากให้ทาง Cavallino Motor ช่วยหาในเครือข่ายของเขา ว่าพอจะมีใครขาย F355 บ้างไหม ผมก็ใช้เวลารออยู่ปีกว่า จนกระทั่งทราบข่าวว่ามีคันหนึ่งจะขาย เป็นสีแดงแบบเดียวกับคันแรกที่ผมเคยมีเลย ดังนั้นผมจึงตัดสินใจได้ไม่ยาก

แล้วเขาก็ได้เป็นเจ้าของ F355 ‘อีกครั้งในขณะที่ทั่วโลกกำลังสนใจรถ FERRARI อายุเยอะที่กำลังเข้าสู่ความเป็นรถคลาสสิก F355 ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าสองทศวรรษก็เตรียมตัวที่จะขึ้นทำเนียบรถคลาสสิก และก็เป็นไปตามธรรมเนียมราคาของมันก็จะขยับสูงขึ้นตามเป็นเงา ดังนั้นรถที่สภาพดีและการบำรุงรักษาถึงจึงเป็นแต้มต่อที่ทำให้รถเหล่านี้ควรค่าแก่การหวนรำลึกถึงประวัติศาสตร์ครั้งนี้

คราวนี้มันไม่ใช่รถที่ผมจะเอามาขับใช้งานแล้ว แต่ผมมีความสุขที่จะได้มองมันมากกว่า เหนือสิ่งอื่นใดมันเป็นเรื่องของความความสุขทางใจของผมมากกว่า ดังนั้นหลังจากได้รถมาผมก็ส่งไปฟื้นฟูสภาพใหม่หมดทั้งคัน

เมื่อได้ชมอย่างใกล้ชิดก็ได้พบกับความสวยงามแบบไร้ที่ติ เพราะมันถูกฟื้นฟูสภาพใหม่ทั้งคันแบบ ‘Fully Restoration’ จาก Cavallino Motors อยู่ร่วม 10 เดือน โดยเป้าหมายหลักก็คือการทำให้มันสมบูรณ์แบบมากที่สุด เพื่อที่จะเข้าสู่ Classiche Program ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องมาพร้อมกับรายการที่ต้องตรวจเช็คเป็นลิสต์ยาวเหยียดที่ทุกขั้นตอนต้องผานการรับรองจาก FERRARI อิตาลี โดยที่จะต้องรักษาความเป็นออริจินัลทุกจุดและอยู่ในคอนดิ่ชั่นที่ดี แม้กระทั่งช่วงล่างที่เงาแว้บเหมือนรถใหม่ออกจากโรงงานอย่างไรอย่างนั้น จากนั้นก็จะได้สมุดพกประจำตัวมาโดยในเล่มสีแดงที่ประดับด้วยโลโก้ม้า และเพลทเลขตัวถัง จะระบุข้อมูลของรถคันนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเลขตัวถัง สีภายนอก สีภายใน อุปกรณ์ต่าง รวมถึงขั้นตอนการรื้อประกอบในแต่ละชิ้นส่วน ซึ่งเป็นเหมือนเครื่องการันตีความเนี๊ยบอย่างสมบูรณ์แบบของรถคันนั้น    

ว่ากันว่า 355 คือ FERRARI รุ่นสุดท้ายที่ให้อารมณ์การขับแบบดิบๆอยู่ เพราะหลังจากนี้ไปจะออกแนวขับง่าย ไฮเทค แรง แต่สบายซะมากกว่า ขุมพลังที่ขับเคลื่อนอยู่หลัง F355 เป็นเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.5 ลิตร 5 วาล์วต่อสูบ ( ซึ่งเปรียบเสมือนที่มาของชื่อรุ่น 355 ) ที่ได้รับการพัฒนาลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยงน้ำหนักเบาเพื่อให้ลากรอบได้สูงถึง 8,500 รอบต่อนาที สร้างพลัง 375 แรงม้า ที่ตอนนี้คุณอาจมองว่ามันน้อยไปสักนิด แต่อย่าลืมว่านี่คือเครื่องไร้ซึ่งระบบอัดอากาศ ที่ในสมัยนั้นรถสปอร์ตเจ้าชายกบ 6 สูบเทอร์โบคู่ยังทำได้แถว 400 แรงม้าเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าเทียบแรงม้าต่อความจุกันแล้ว 107 ตัวต่อลิตรของมัน มากที่สุดในเครื่องยนต์ที่จำหน่ายในช่วงเวลานั้นแล้ว ดังนั้นก็จะมีความพยศให้ปราบกันเล็กน้อย เจ้าของก็ต้องอาศัยทักษะในการควบคุมเจ้ามาคะนองนี้สักหน่อย ซึ่งในปี 1995 FERRARI ได้สร้าง F355 CHALLENGE มาตอบสนองกลุ่มผู้ใช้เท้าหนักทั้งหลายที่เห็นพ้องต้องกันในการเปิดศึกดวลกันในสนามแบบ รุ่นเดียวกัน ปรับแต่งแค่ภายนอกนิดหน่อย จำพวกชุดพาร์ทและล้อจาก SPEEDLINE โดยที่ไม่แตะต้องอะไรกับเครื่องยนต์ เรียกว่ารถจะแรงเท่ากัน วัดกันที่ฝีมือล้วน

ภายในห้องโดยสารที่ดูเรียบง่ายแต่อบอุ่นจากโทนสีครีมตัดกับการตกแต่งสีแดงแฝงความสปอร์ต เป็นความคลาสสิกในยุค 90’s ที่คุณจะหาไม่ได้ในรถรุ่นอื่น อุปกรณ์มาตรวัดรวมถึงสวิทช์ต่าง ยังคงสามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ คันเกียร์แบบร่องเป็นเอกลักษณ์ที่สะกดทุกสายตาเวลาอยู่ในห้องโดยสาร แม้ไม่มีหน้าจอทัชสกรีนอันล้ำสมัยอย่างในยุคปัจจุบัน แต่ทุกครั้งมันก็ถูกสตาร์ทติดด้วยการบิดกุญแจเพียงครั้งเดียว เสียงจากกระบอกสูบทั้ง 8 ก็พร้อมใจกันทำงานส่งเสียงกระหึ่ม ด้วยหัวใจอันถ่องแท้ของ FERRARI ที่ยังเต้นกังวาลอย่างเต็มเปี่ยม

ความจริงของภาพรวมทั้งหมด นั่นหมายความรวมไปถึงประสบการณ์ขับขี่ที่เร้าใจ เป็นเหตุผลที่ทำเอาแฟน FERRARI ตกหลุมรักจนบ้าคลั่ง จนได้มานั่งตรงกลางใจของคุณปวิณจนถึงขั้นต้องตามหากลับมาอีกครั้ง และการใส่ใจฟื้นฟูสภาพมาอย่างปราณีต ด้วยฝีมือชั้นยอดพร้อมการันตีจากโรงงานใหญ่ คือสิ่งที่ทำให้คันนี้มีความพิเศษเฉพาะตัว พร้อมที่จะเป็นเครื่องมือย้อนเวลาเพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์ของต้นแบบ FERRARI ยุคใหม่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

Share

Leave a Reply