MONDIAL 430 : DIALLING UP A STORM

ผมมักรู้สึกสั่นรัวทุกครั้งที่พบเจอกับ Ferrari Modial อาจจะฟังดูแปลก แต่มันคือเรื่องจริง มาลองย้อนนึกคิดดูแล้ว จริงๆแล้ว Ferrari คันแรกที่ผมขับก็คือ Mondial QV ของพ่อผม ถึงแม้ว่ามันจะจบชีวิตลงในฟาร์มข้างทางโดยน้ำมือของพี่ชายผมก็เถอะ แต่อันที่จริงมันเป็นเพียง Modial คันที่หนึ่ง จากสามคันที่พ่อผมได้ครอบครอง เพราะหลังจากนั้นก็ตามมาด้วยรุ่น 3.2 และรุ่น Mondial T ….. โอเค อันที่จริงผมอาจจะลำเอียงอยู่บ้าง

หรืออาจจะไม่ เพราะผมโตมาในยุคที่ Mondial ยังคงอยุ่ในสายการผลิต และนั้นก็ยังเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผมเริ่มรีวิว ทดสอบรถ เป็นอาชีพ ผมยังจำได้ในสมัยนั้นที่เราทำโร๊ดเทสต์กลุ่ม ประกอบด้วย Jaguar XJR-S Porsche 928 และ BMW 850i ซึ่ง Ferrari ได้แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะ ในเกณฑ์ที่ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีคนบ้านนอกแถบ Egham ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาจับยางผิดๆใส่ แล้วทำให้ผมเกือบพลาดท่าบนสนาม

แต่ถึงยังไงก็ตาม เราก็ไม่สามารถมองข้ามมุมมอง คำสบประมาทจากผู้อื่นกับความจริงที่ว่า รถคันนี้มันไม่ได้สวยอย่างที่มันควรจะเป็น หรืออาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นรถ mid-engined 2+2 ซึ่งมาพร้อมกับเลเอาท์ของห้องโดยสารที่ไม่ค่อยจะลงตัว และสุดท้ายที่ทำให้ผู้คนสบประมาทมันหนักที่สุดก็คือ ความจริงที่ว่ามันมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 3.4ลิตร 300bhp ที่ด้านหลัง แต่มันไม่เคยให้ความรู้สึกที่เร็วเลย

เวลานั้น พวกเราพยายามที่จะมองโลกในแง่ดี เราพยายามที่จะเข้าใจมัน ด้วยจุดประสงค์หลักของรถคันนี้คือ การเป็นรถที่สามารถนั่งได้สี่คน และมีเครื่องที่วางกลาง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้รูปร่างสัดส่วนของมันดูแปลกออกไป แต่ถึงอย่างงั้น ก็น้อยคนนักที่จะเข้าใจและรับฟังที่เหตุผลเหล่านั้น นอกจากนั้นแล้วอย่าลืมว่ารถคันนี้ถูกขัดเกลาและพัฒนาโดยยึดพื้นฐานจาก Mondial 8 จากปี 1981 ซึ่งเครื่องยนต์ 3ลิตรของมัน ก็ถูกประจำการมามากกว่าทศวรรษ และอยู่ในหลายๆเวอร์ชั่นของ 308 ผ่านชุดคาร์บูลิ้นคู่สี่ชุด พร้อมกับหัวฉีด Bosch K-jet ทั้งหมดนี้เพียงพอที่จะผลิตกำลังได้ทั้งหมด 214bhp และนั้นก็ต่อเมื่อคุณอาศัยอยู่ในทวีปยุโรป เพราะในสหรัฐอเมริกา ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายการปล่อยไอเสียต่างๆมันจึงถูกจำกัดไว้เพียง 205bhp นิตยสาร Road & Track ในสมัยนั้นได้นำรุ่นปี 1981 มาทดสอบ และจากการทดสอบมันไม่สามารถทำเวลาเร่งถึง 60mph ได้ต่ำกว่า 9.4วินาทีเลย ด้วยตัวเลขเวลาข้างต้น ทำให้มันครองแชมป์ตำแหน่งรถยนต์ที่ตีตราม้าลำพองที่ช้าที่สุดที่ผมเคยได้ลองทดสอบออกมาเป็นตัวเลขอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่เป็นที่น่าจดจำสักเท่าไหร่สำหรับรถสปอร์ตจากอิตาลี่ และค่อนข้างยากที่จะกอบกู้ชื่อเสียงคืนกลับมา

ถึงอย่างไรก็ตาม ในยุคที่ผมเริ่มขับทดสอบรถเป็นอาชีพ หลังจากที่ผมได้มีโอกาสทดสอบไม่เพียงแค่เหล่าคู่แข่งของ Mondial แต่ยังรวมถึง Ferrari รุ่นอื่นๆในยุคนั้น Mondial ให้บาลานซ์ในการขับขี่ที่ดีมาก ในยุคนั้นทุกคนต่างให้คำชมมากมายแก่ 308 และ 328 แต่ทุกคนกลับติดความคิดที่ลบๆกับ Mondial น้อยคนที่จะรู้ว่าแท้จริงแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะเป็นรถ 2+2 คูเป้ ที่หน้าตาไม่เอาไหน แต่มันสามารถมอบการขับขี่ที่เฉียบคม โดยเฉพาะเวลาที่คุณอยากที่จะดันมันไปให้ถึงขีดสุด ซึ่งถ้าให้เปรียบเทียบกับ 348 แล้ว …. อันที่จริง มันเป็นอะไรที่เปรียบเทียบไม่ได้เลย ในทางตรงกันข้าม คุณคงไม่อยากจะพา Testarossa มาขับให้ถึงลิมิต แต่ Mondial ที่อยู่ในสภาพที่ดีคันหนึ่ง สามารถไปถึงขีดสุดความสามารถเหล่านั้นได้สบายๆ บางทีอาจจะเป็นเพราะฐานล้อที่ยาวของมัน ที่สามารถจัดการกับการกระจายน้ำหนักให้อยู่ระหว่างล้อหน้าและล้อหลังได้ หลังจากการทดสอบผมกลับได้ข้อสรุปที่หน้าแปลกข้อหนึ่ง ถ้าคุณอยากจะซื้อ Ferrari ใหม่สักคันในยุค 1980 รถที่สามารถมอบแฮนด์ลิ่งที่ดีกว่า Mondial คุณคงต้องกำเงินซื้อ F40

สุดท้ายแล้วปัญหาหลักของ Mondial ก็คือกำลัง แรงม้า สรุปก็คือจากการเป็นเจ้าของ Mondial คุณจะได้รถที่มี chassis ยอดเยี่ยมแต่ด้อยเรื่องพละกำลัง เว้นเสียแต่ว่าคุณซื้อ Mondial คันที่คุณเห็นตรงหน้านี้

นี้คือ Mondial ที่ไม่เหมือนใคร รถคันนี้เริ่มต้นชีวิตของมันเหมือนกับ Mondial t ทั่วๆไป สังเกตได้จากช่องดักลมที่ด้านข้างของตัวรถที่มีลักษณะตั้งฉากมากกว่า Mondial ในรุ่นแรก ซึ่งจะมีมุมเฉียงๆที่ด้านหลังเล็กน้อย ผู้ที่เป็นเจ้าของรถคันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ลูกค้าที่มีความสัมพันธ์อันแน่นแฝ้นมากๆคนหนึ่งของ DK Engineering แต่ยังเป็นผู้ชายที่รูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่ นั้นคือเหตุผลที่เขาเลือก Ferrari ที่มีพื้นที่ห้องโดยสารที่โอ่อ่าที่สุด

ในตอนแรก คำขอจากเจ้าของรถเป็นเพียงแค่การเอาเบาะหลังออก พร้อมกับแทนที่ด้วย Rollcage แบบครึ่งคัน ถังดับเพลิง ชุดช่วงล่างและเบรกจาก F355 ในตอนนั้นรถคันนี้ยังมาพร้อมกับ Valeo Clutch ซึ่งมาพร้อมกับเกียร์ H-pattern ห้าจังหวะ อย่างที่เราคุ้นเคย เพียงแต่มีแป้นเหยียบเพียงแค่สองแป้น คงงจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อยที่จะได้ลองเซทอัพนั้น แต่ เวลานั้นพวกเรากลับหาเวลาไม่ได้เลย แล้วอันที่จริงผมคิดว่ามันน่าจะเข้ากับคาแรคเตอร์ของรถได้ดีเลยทีเดียว

การโมดิฟายข้างต้นปรับเปลี่ยนคาแรคเตอร์ของรถไปมากพอตัว แล้วก็ทำให้เจ้าของรถแฮปปี้อย่างน้อยก็ได้พักใหญ่ๆหลังจากใช้งานด้วยการปรับแต่งข้างต้นได้ร่วมสิบปี เจ้าของรถก็กลับมาหา DK Engineering พร้อมกับคำขอ ให้เพิ่มแรงม้าให้อีกสักหน่อย (ความจริงแล้วก็ไม่สักหน่อยสักทีเดียวหรอก)

แผนแรกคือการหาเครื่อง F40 มาประจำการในตัวถังของ Mondial ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง มันก็คงจะน่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่สุดท้าย แผนมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย กับตัวเลือกที่ทรงพลังมากกว่า และล้ำสมัยกว่า สรุปสุดท้ายคือการซื้อ รถแข่ง F430 Challenge มาทั้งคัน แล้วนำทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับระบบส่งกำลังมาใส่ที่ด้านหลังของ Mondial สิ่งเดียวที่ DK Engineering จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงคือ พื้นที่เก็บสำภาระด้านหลัง ที่ถูกแทนที่ด้วยระบบไอเสียสไตล์รถแข่งแบบเต็มรูปแบบ ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าส่วนที่ไม่ถูกนำมาใช้ของ F430 Challenge คันดังกล่าวนั้นจุดจบเป็นอย่างไร บางทีอาจจะมี บอดี้รถ Ferrari Challenge พร้อมกับเครื่องยนต์ของ Mondial t โลดแล่นอยู่ที่ใดที่หนึ่งก็เป็นไปได้

ถ้ามองจากภายนอก เจ้า Franken-rrari แทบจะดูปกติ ถ้าไม่นับล้อ 18นิ้วจาก รุ่น 575  (พร้อมกับยางจาก Yokohama ด้วยสเปค 235/40 และ 255/40) ท่อไอเสียคู่อันอวบอิ่มที่ด้านหลัง มาแทนที่ท่อแบบออกสี่ขนาดเล็กกว่าที่ด้านหลัง ของ ของเดิมติดรถที่ด้านหลัง

ต่างจากด้านใน ที่มีการเปลี่ยนแปลที่ค่อนข้างชัดเจน นอกจาก roll cage เบาะ Sparco พวงมาลัยวงเล็กลงของ Sparco เกจหน้าปัดแบบอนาล็อคเดิมของรถ ถูกแทนที่ด้วยเกจแบบดิจิทัล แต่ถ้าถามผม ผมจะเก็บเกจอนาล็อคเดิมของรถเอาไว้ เพราะมันเป็นเสน่ห์ของรถในยุคนี้  แต่มันน่าจะปวดหัวเอาการหากจะทำให้มันใช้งานได้กับเครื่องยนต์จากยุคโมเดิร์นที่ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เลื่อนลงมาที่บริเวณคอนโซลกลางที่ซึ่งความออริจินอลยังมีให้เห็น จะมีเพียงแค่ปุ่มฉุกเฉินบางปุ่มเท่านั้นที่เพิ่มขึ้นมา แต่ปุ่มที่ถือว่าสำคัญที่สุด เห็นจะเป็นปุ่มปิดแทรคชั่นคอนโทรล ระบบขับเคลื่อนชุดเกียร์ ก็ถูกยกมาจากรถแข่งเช่นกัน นั้นหมายความว่าชุดขับเคลื่อนแบบหกสปีดนั้นจะถูกสั่งการผ่านแป้นที่ยึดอยู่ที่คอหลังพวงมาลัย

จังหวะที่ผมก้าวเข้าไปนั่งในรถ ผมกลับรู้สึกทำตัวไม่ถูก มันไม่ใช่รถที่คุณจะสามารถหาได้ว่าปุ่มไหนทำอะไร ทั้งๆที่ผมเคยขับทั้ง F430 Challenge และ Mondial t เพราะผมไม่รู้ว่าปุ่มไหน ยกมาจากชุดเครื่อง 483แรงม้า ปุ่มไหนเป็นตัวควบคุมระบบออริจินอลของรถ

จังหวะที่คุณสตาร์ทเครื่องยนต์เสียงที่ดังทุ่มออกมาจากปลายท่อ รอบจังหวะเดินเบาที่เปล่งเสียงแบบผู้ดี อย่าลืมว่าเครื่องยนต์ของตัว Challege จริงๆแล้วคือตัวเดียวกันกับเวอร์ชั่นถนน แล้วการที่เครื่องยนต์อยู่ห่างจากตัวคุณออกไป ด้วยลักษณะของห้องโดยสารที่ยาวออกไป พร้อมกับจุดยึดเครื่องยนต์ที่ออกแบบใหม่โดย DK Engineering มันอาจจะทำให้คุณหลงเชื่อได้เลยว่า นี้คือเครื่องที่ติดมากับ Mondial ตั้งแต่แรกเริ่ม

ไฟ LED ที่พร้อมใจกันกระพริบบอกสถานะต่างๆบนหน้าปัด รวมถึงเรดไลน์ที่ 8500รอบต่อนาที ความเร็วรอบที่เครื่องยนต์ปกติของ Mondial ไม่มีทางไปได้ถึง หลังจากที่เครื่องยนต์สตาร์ทวอร์มได้เต็มที่ ผมก็เอื้อมมือไปคลิกแป้นแพทเดิ้ลทางขวามือ ปลดเบรกมือ และเหยียบคันเร่งเบาๆ เจ้า Mondial ก็เคลื่อนตัวออกไปด้วยความนิ่งและง่ายดาย

ในช่วงแรกของการทดลองขับ เรามีความจำเป็นต้องพามันผ่านสภาพการจราจรที่หนาแน่น ซึ่งเปิดโอกาสให้ผมได้เรียนรู้ทำความรู้จักกับเกียร์ semi-automatic ของ Ferrari ในยุค 2000s และมันทำให้ผมระลึกได้ว่า ทำไมผมไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่ ในตอนที่มันออกมาใหม่ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับเกียร์ double-clutch ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน มันมีความช้ากว่า และไม่ต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัด คุณต้องรู้จักจัดการปริมาณการป้อนคันเร่งในช่วงเปลี่ยนเกียร์ ในช่วงอัพชิพท์ถอนคันเร่งเล้กน้อยก่อนเปลี่ยนเกียร์ และ เพิ่มคันเร่งเล็กน้อย ในขณะลดเกียร์ลง หลังจากการกระทำดั่งกล่าวสักพัก อดทนสักหน่อย คุณก็จะรู้สึกคุ้นเคยกับมัน

ทันทีที่ถนนเปิดโล่ง ถึงเวลาที่จะนำทฤษฎีเหล่านั้นมาปฏิบัติจริง ดึงแพดเดิ้ลเข้าหาตัว เข้าเกียร์สอง เท้าเหยียบคันเร่ง แล้วก็พุ่งไปข้างหน้า ทันใดทันนั้น Mondial ก็พุ่งไปข้างหน้า เข้าหาเส้นขอบฟ้า อย่างที่ไม่มี Mondial คันไหนให้ความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ผมก็รู้ว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่เรื่องที่ผมควรจะแปลกใจสักเท่าไหร่ เดิมๆแล้ว F430 สามารถทำเวลา 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลา 4วินาที ในขณะที่น้ำหนักของ Mondial ก็ไม่ได้หนักกว่าสักเท่าไหร่นัก ถึงโดยรวมมันอาจจะให้ความรู้สึกที่ขัดแย้ง แต่ก็ถือเป็นความย้อนแย้งที่ลงตัว ความรู้สึกที่เร่งเครื่องไปจนถึงเรดไลน์แล้วดึงเข้าเกียร์ต่อไป มันช่างรู้สึกดีเหลือเกิน มันทำให้ผมสงสัยว่าท๊อปสปีดมันจะไปได้สักแค่ไหนนะ ในขณะที่ F430 ไปได้ถึง 190ไมล์ต่อชั่วโมง  แต่ด้วยรูปทรงของ Mondial มันอาจจะทำไม่ได้ขนาดนั้น แต่ผมคิดว่า 170ไมล์ต่อชั่วโมง ต้องมีให้เห็นอย่างเป็นแน่ เกินกว่านั้น น่าจะเริ่มมีหวาดเสียวกันบ้าง

สิ่งที่ผมยังสงสัยก็คือ chassis ที่ลงตัวของ Mondial จะสามารถรับกำลังที่เพิ่มมาเท่าตัวเมื่อเทียบกับรถ Modial QV ของพ่อผมได้หรือไม่ และ สุดท้ายผลก็ออกมาดีทีเดียว มันสามารถรับมือกับพละกำลังที่เพิ่มมากขึ้นได้อย่างสบาย มันให้ความรู้สึกที่สนุก แต่ผมกลับรู้สึกเกร็งๆไปพร้อมๆกัน ชุดช่วงล่างที่เฟิร์มมากขึ้น ระบบเบรกที่ใหญ่ขึ้น ล้อและยางที่ใหญ่ขึ้น นั้นหมายถึงการควบคุบที่เฉียบคม ประหนึ่งว่ามันออกมาจากโรงงานด้วยสเป็คแบบนี้ ช่วงล่างที่กระชับ แต่ไม่แข็งจนเกินไป ซึ่งยังพอเหมาะที่จะรักษาคาแรคเตอร์โดยรวมของรถไว้ได้ดี อันเดอร์เสตียร์มีให้รู้สึกบ้าง แต่ก็สามารถแก้ไขได้ง่ายโดยการยกคันเร่งเล็กน้อย จากคาแรคเตอร์ดังกล่าว ผมคอนข้างมั่นใจถ้าเรามีพื้นที่และพื้นผิวถนนที่ดีพอ มันจะสามารถโชว์การดริฟท์ได้อย่างสวยงาม แต่ไม่ใช่บนถนนเส้นนี้ และไม่ใช่เมื่อคุณกำลังขับลูกรักซึ่งมีเพียงแค่คันเดียวของผู้อื่นอยู่

แน่นอนว่า มันยังคงความคลาสสิคอย่างที่ Mondial ควรจะเป็น เสน่ห์ที่เพิ่มเติมขึ้นมาของมันนั้นช่างน่าหลงใหลเสียเหลือเกิน ผมเคยคิดว่า 483bhp จากรถคันนี้ มันอาจจะมากเกินไป แต่ด้วยการเพิ่มเติมเสริมอัพเกรดทางด้าน chassis ที่รถคันนี้ได้รับทำให้มันสามารถรองรับพละกำลังที่เพิ่มมากขึ้นได้อย่างบาลานซ์เรียกได้ว่าแทบจะเพอร์เฟ็คเลยทีเดียว ความเข้ากันที่ลงตัวระหว่างพละกำลังและสมดุลของการขับขี่ เป็นอะไรที่ผมไม่คิดว่าจะได้พูดกับ Mondial จนกระทั่งวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะขอเปลี่ยนเกี่ยวกับรถคันนี้ก็คือระบบส่งกำลังของมัน F430 เป็น Ferrari V8 รุ่นสุดท้ายที่มีตัวเลือกเกียร์ธรรมดามาให้ จากโรงาน ถึงแม้ว่าอาจจะหายากสักหน่อย แต่ก็พอหาได้ ถึงอย่างไรก็ตาม Mondial ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพละกำลังจากเครื่องยนต์ของ F430 คันนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เข้ากันได้อย่างดี ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลากว่า 30 ปี ที่ chassis อันยอดเยี่ยมของ Mondial จะได้รับพละกำลัง ชุดขับเคลื่อนที่เหมาะสมกับความสามารถของมัน ซึ่งมันต้องมีความหมายสำหรับใครบางคนอย่างแน่นอน

Share

Leave a Reply