Roar Power | Drive Story 16M 488 Spider

วิธีที่ดีที่สุดในการเพลิดเพลินไปกับเฟอร์รารี V8 ในยุค F136 น่ะหรือ? มันก็ต้องเป็น Spider แน่นอนอยู่แล้ว และคงจะหาคันไหนที่ดีไปกว่า 16M ที่สร้างบนพื้นฐานของ 430 Scuderia ยากทีเดียว

มันอาจจะไม่ได้มีเครื่อง F136 V8 เวอร์ชันที่ดีที่สุดอยู่ในห้องเครื่องด้านหลัง (ตำแหน่งนั้นต้องยกให้ 458 Speciale) แต่วินาทีแรกเครื่องที่ 16M ติดขึ้นมา มันก็ทำให้เราหมดข้อสงสัยว่าสมรรถนะทางด้านโสตประสาทของมันจะต้องยอดเยี่ยมแน่ ความจริงก็คือเรากำลังอยู่ในโชว์รูมที่มีขนาดราวสองเท่าของโรงยิมมาตรฐาน ซึ่งอาจจะทำให้เสียงของมันดูดีกว่าปกติเล็กน้อย แต่ไม่นานหลังจากนี้ผมก็กำลังจะค้นพบว่าเครื่อง 4.3 ลิตร V8 ของ 16M ที่ลากจนถึงขีดแดงบนถนนในชนบทก็ดังสนั่นจนฉีกชั้นบรรยากาศให้ขาดเป็นรูได้

16M คือ 430 Scuderia เวอร์ชันปีศาจร้ายในตัวถังแบบ Spider มันเปิดตัวในปี 2008 ซึ่งเป็นปีที่ Ferrari ได้แชมป์ Formula 1 ประเภทผู้ผลิตครั้งที่ 16 และกลายมาเป็นชื่อของมัน จำนวนผลิตถูกจำกัดไว้ที่ 499 คัน มันมีฟีเจอร์ทุกอย่างที่ Scuderia เวอร์ชันหลังคาแข็งมีเพิ่มจาก F430 รุ่นมาตรฐาน รวมถึงกันชนน้ำหนักเบาและชิ้นส่วนตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ที่อัดอยู่เต็มคัน ส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นส่วนที่มองเห็นได้จากภายนอก แต่บางชิ้นก็ซ่อนอยู่ในที่ลับตาอย่างผนังห้องเครื่อง วัสดุซับเสียงมีจำนวนน้อยกว่าปกติ แล้วก็ยังมีนวัตกรรมแหกกฎใหม่ๆ เพื่อการลดน้ำหนัก เช่น สปริงไทเทเนียม และเหล็กกันโครงที่คว้านไส้ในให้เป็นโพรง ติดมากับรถด้วย

ผลลัพธ์จากความพยายามทั้งหมดนั้นทำให้ 16M มีน้ำหนักน้อยกว่า 430 Spider รุ่นปกติถึง 80 กิโลกรัม พร้อมกับถีบตัวเลขอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักให้ขึ้นไปสูงกว่าเดิม เช่นเดียวกับม้าอีก 20 ตัว ที่ถูกอัญเชิญให้มาอยู่ในคอกของเครื่อง V8 เพิ่ม ในขณะที่แผ่นสะท้อนเสียงในท่อไอดีก็ช่วยทำให้เสียงของเครื่อง 16M ดังลั่นขึ้นมาอย่างไม่จำเป็น แต่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไม่ทำให้มันโอเวอร์ไว้ก่อนล่ะ?

อุปกรณ์และการตกแต่งในคอกพิทยังเหมือนกับที่เจอใน Berlinetta ซึ่งหมายความว่าห้องโดยสารของมันจะเต็มไปด้วยวัสดุบุนุ่ม แต่มีเบาะคู่หน้าที่ให้การรองรับดีและนั่งสบายที่สุดเพิ่มเข้ามา แถบกลางของเบาะเป็นผ้า ‘technical fabric’ แบบเดียวกับที่ใช้ทำรองเท้า Trainer ในขณะที่ส่วนปีกเป็นหนัง Alcantara เช่นเดียวกับที่พบได้บนแผงหน้าปัดซึ่งจะตัดกับแผงคาร์บอนไฟเบอร์เงาวับจำนวนมากที่ห้อมล้อมตัวคุณอยู่ทั่วห้องโดยสาร

หลังคาของ 16M เป็นผ้า และเราก็เลือกจะพับมันเก็บลงไปทั้งๆ ที่ท้องฟ้าเป็นสีเทา ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเม็ดฝนกำลังจะโปรยปรายลงมาในอีกไม่ช้า กดปุ่มเพียงครั้งเดียวจะเริ่มกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนเหมือนกับทีมนักเต้นที่ฝึกซ้อมจังหวะกันมาจนแม่น ผ้าหลังคาพับครึ่งตัวของมันเอง แผงหลังที่มีโดมสองฝั่งยกตัวขึ้นและเลื่อนถอยฉากไปด้านหลัง จากนั้นหลังคาก็ลดระดับตัวมันเองลงไปเก็บในหลุมด้านล่าง มันยังเหมือนกับ F430 Spider ด้วยที่มุมเฉียงด้านหลังของ 16M เป็นอะไรที่หล่อระเบิด

มันยังไม่จำเป็นต้องมีแถบคาดจากหน้าไปท้ายรถหรือโลโก้สีเหลืองอร่ามแปะอยู่บนแก้มหน้าเพื่อที่จะบอกว่ามันคือ Scud เปิดหลังคาด้วย เรื่องนั้นช่องรับลมขนาดเขื่องที่กันชนหน้า ดิฟฟิวเซอร์หลังชิ้นเขื่อง และล้ออัลลอยก้านเรียวจัดการให้เรียบร้อยแล้ว Ferrari บอกว่าการเปลี่ยนไปใช้หลังคาแข็งพับได้แบบ 458 จะช่วยลดน้ำหนักลงได้ 25 กิโลกรัม แต่คุณจะไม่ได้เชยชมเครื่อง V8 ผ่านบานกระจกแบบที่คุณเคยทำได้ใน 430 ซึ่งใน 16M เป็นอะไรที่ดูเท่มาก ตัวเครื่องวางจมอยู่ต่ำในห้องเครื่อง ท่อไอดีโลหะหล่อชูตระหง่านขึ้นมา ด้านบนเป็นกล่องอากาศคาร์บอนไฟเบอร์ที่ถูกล้อมด้วยผนังห้องเครื่องคาร์บอนไฟเบอร์อีกทีนึง

แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณคุ้นเคยกับการกางหรือพับเก็บหลังคาตอนรถวิ่งแบบที่สามารถทำได้กับ 458 และ 488 การที่ 16M จะต้องหยุดรถเพื่อทำแบบนั้นจะสร้างความรู้สึกประหลาดและไม่สะดวกขึ้นมาได้อย่างน่าแปลก บังเอิญว่านั่นไม่ใช่ความโบราณอย่างเดียวที่คุณจะได้เจอใน Ferrari ที่เพิ่งจะออกมาได้แค่ทศวรรษเดียวด้วย การต้องคลำหาช่องเสียบกุญแจบนคอพวงมาลัยและบิดมันให้เครื่องยนต์ติดขึ้นมาแทนการกดปุ่ม Start ก็กลายเป็นกิจกรรมที่ดูเงอะงะ แล้วก็ยังมีเกียร์นั่นอีก

เรื่องของเรื่องก็คือเกียร์ดูอัลคลัทช์ในยุคนี้ได้เปลี่ยนความคาดหวังของพวกเราใหม่หมดแล้ว มันทั้งขับสบายในโหมดออโต้ แต่ตอบสนองไวราวกับมันต่อตรงจากเท้าขวาของคุณเหมือนเกียร์ธรรมดา ส่วนเกียร์ธรรมดาแบบอัตโนมัติที่ผู้ผลิตใส่กันมาให้ในรถยุค 2000s ยังเป็นเกียร์ธรรมดาที่เหยียบคลัทช์แผ่นเดียวให้อัตโนมัติ ซึ่งนั่นทำให้มันดูกระเสือกกระสนในความเร็วต่ำ (ถ้าจะหนักกว่านั้นก็ตอนออกตัวบนเนินนี่ล่ะ) โดยมันจะทั้งเลียคลัทช์และเบิ้ลรอบเครื่องทิ้งไปฟรีๆ จนทำให้คุณรู้สึก (และฟังดู) เหมือนพวกมือใหม่หัดขับไปเลย

Scuderia/16M ใช้เกียร์ ‘F1-SuperFast2’ ของ Ferrari ที่นับว่าดีกว่าเกียร์ส่วนใหญ่ในตอนนั้นแล้ว Ferrari ดูเหมือนจะเป็นผู้ผลิตรายเดียวที่เข้าอกเข้าใจเกียร์ธรรมดาแบบอัตโนมัติอย่างลึกซึ้งมากกว่ายี่ห้ออื่นๆ และใน 430 มันก็ทำงานได้แนบเนียนแบบที่ไม่มีรถคันไหนเทียบติด การเปลี่ยนเกียร์ใช้เวลาแค่ 0.06 วินาที และวิศวกรยังใส่ตรรกะเพิ่มลงไปในโปรแกรมของมัน เพื่อให้มันนำน้ำหนักที่กดลงบนแป้นคันเร่งกับรอบเครื่องยนต์มาใช้กำหนดบุคลิกการเปลี่ยนเกียร์ในแต่ละครั้งด้วย นั่นคือสิ่งที่คนขับได้ใช้ประโยชน์บ่อยมาก และทำให้มันขับได้เป็นธรรมชาติกว่ารถอื่น

แต่ทั้งหมดที่ว่ามาก็ยังทำให้ 16M รู้สึกอุ้ยอ้ายในช่วงแรกๆ ในโหมด Auto เกียร์เปลี่ยนได้นุ่มนวลไม่ต่างจากพวก DCT แต่มันจะไม่เป็นอย่างนั้นจนกว่าที่คลัทช์จะจับตัวได้เต็มที่และรถเริ่มออกตัวไปแล้ว เสียงเครื่องยนต์ก็เรียบร้อยจนน่าแปลก โดยเครื่อง F136 V8 แบบ Flat-plane จะฮัมเสียงอยู่เบาๆ ในรอบต่ำราวกับว่ามันเป็นแค่เครื่องสี่สูบเรียงที่เสียงหวาน มันคือ 16M ในร่างเรียบร้อยของ Dr Jekyll…

คุณจะละเลียดแป้นคันเร่งอย่างแผ่วเบาเพื่อพามันแทรกตัวผ่านการจราจรไปอย่างช้าๆ พร้อมกับรับไอแดด ชื่นชมวิวทิวทัศน์ กับสูดกลิ่นชนบทไปอีกชาตินึงก็ยังได้ โดยมันก็จะเลือกเกียร์สูงรอบต่ำเอาไว้ให้ แต่ถ้าคุณเผลอกดคันเร่งลึกเกินไปหน่อยเดียว วาล์วในท่อไอเสียจะเปิดออกพร้อมกับเสียงคำรามที่แผดออกมาจนสะดุ้งเหมือนมีใครมาเป่าแตรลมใส่หู และท่อไอเสียผนังบางเพื่อการลดน้ำหนักก็ยิ่งทำให้มันก้องกังวาลและทำให้เสียงโน้ตบางตัวบาดหูยิ่งกว่ารถรุ่นมาตรฐาน ผมค่อนข้างมั่นใจด้วยว่าวาล์วในท่อไอเสียถูกเซ็ทให้ทำงานที่รอบต่ำกว่า Scud หลังคาแข็งด้วย

มีม้าคอกโตที่รอคอยการปลดปล่อยอยู่ห่างออกไปเพียงแค่การเกร็งเส้นเอ็นในข้อเท้า 16M ออกอาการฮึดฮัดและพยายามจะสลัดให้พ้นจากพันธนาการทั้งหลายเพื่อกระโจนไปข้างหน้า และหลังจากที่เราขับออกมาพ้นเขตเมืองและแน่ใจว่าไม่มีเด็กหรือคนชรารอบๆ ให้ตกใจแล้ว การกดคันเร่งลงไปยาวๆ ครั้งนึงก็ปลุกให้ Mr Hyde เผยตัวตนออกมาอย่างเต็มที่ เสียงครางของเครื่องยนต์ห่อเข้ามารอบตัว พร้อมกับคอที่ถูกกระชากไปด้านหลังจากอัตราเร่งที่ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดจนคุณรู้สึกวูบไปชั่วขณะ มันเป็นเสียงแบบที่ทำให้ต้องเหลือบขึ้นไปมองกระจกส่องหลังดูว่าจะได้เห็นภาพใบไม้ปลิวว่อน รั้วล้มระเนระนาด กับหน้าต่างตามบ้านช่องที่กำลังแตกอย่างกระจุยกระจายอยู่ในนั้นไหม

ถึงจะเตรียมใจไว้เนิ่นๆ แต่ใน 2-3 ครั้งแรกคุณก็จะยังรับมือมันได้ไม่หมดอยู่ดี หรือต่อให้เป็นตอนที่คุณคิดว่าคุณเอามันได้อยู่หมัดแล้ว เสียงดุร้ายจากเครื่องยนต์ที่กำลังหมุนเฉียด 8,500 รอบ/นาที กับทีท่าของมันที่ดูเหมือนกับจะเร่งต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าอะไรจะระเบิดออกมาก็ยังทำให้คุณรู้สึกเสียววาบในกระดูกสันหลังได้ทุกครั้งอยู่ดี

แต่เรื่องเจ๋งของ 16M ก็ไม่ได้หมดแค่นั้น บนถนน B ของอังกฤษ ช่วงล่างที่รู้สึกเฟิร์มพอสมควรสามารถจัดการได้ด้วยปุ่มเดียวบนคอนโซลกลาง ซึ่งจะปรับตัวรถให้มาอยู่ในโหมดถนนไม่เรียบ’ Scuderia/16M เป็น Ferrari รุ่นแรกที่คุณสามารถปรับเกียร์และระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่างๆ ไปเป็นโหมดพร้อมรบชนิดเต็มอัตราศึกได้ แต่ก็มีโหมดช่วงล่างนุ่มนวลอยู่ในตัวเลือกด้วย มันคือความต้องการของ Michael Schumacher ซึ่งคุณก็คงจะทราบดีว่านี่ไม่ใช่อิทธิพลเพียงอย่างเดียวจากเขากับ Marc Gene นักทดสอบ F1 ประจำทีม Ferrari ในตอนนั้น

อย่างแรกคือคุณจะรู้สึกได้ตั้งแต่ขับมันออกไปได้แค่สองไมล์ว่า ถึงแม้ 16M จะเป็นรถหลังคาอ่อน แต่โครงสร้างของมันก็แข็งแกร่งได้อย่างน่าประทับใจและไม่มีอาการสั่นกระพือให้สัมผัส ผมคิดว่าความรู้สึกมันใกล้เคียงกับรุ่นคูเป้มากกว่า 488 Spider ที่ผมเพิ่งจะขับไปเมื่อไม่นานมานี้ด้วยซ้ำ เมื่อเติมพวงมาลัยที่ไม่หนักแต่ไม่ลุกลี้ลุกลนจนเกินเหตุแบบ Ferrari บางรุ่นในยุคนี้เข้าไป สิ่งที่คุณได้คือรถที่ขับได้ตามสั่งและตอบสนองได้อย่างแม่นยำแต่ยังรู้สึกนิ่งและสุขุม มันเป็นแพลตฟอร์มที่มีคุณสมบัติการขับขี่อย่างสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นผลงานจากการปลุกปั้นของ Schumacher, Gene และทีมงาน

สิ่งที่ช่วยเพิ่มความคล่องแคล่วให้ Scuderia เหนือกว่า F430 อย่างเห็นได้ชัดก็คือ ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัว F1-Trac ที่เคยนำมาใช้กับ 599 เครื่องวางหน้าเป็นรุ่นแรก เมื่อมันมาเจอกับดิฟเฟอเรนเชียลอิเลกทรอนิกส์อันชาญฉลาดของ 430 ก็จะช่วยเพิ่มสมรรถนะตอนเร่งออกจากโค้งขึ้นมาอีกโข ว่ากันว่ามันสามารถทำให้คนขับที่มีฝีมือประมาณนึงสามารถทำเวลาต่อรอบใน Fiorano ในโหมด ‘Race’ ได้ห่างจาก Gene แค่ 0.5 วินาที เท่านั้น

เราไม่ได้วางแผนจะมาลองเรื่องนั้นกันในวันนี้ แต่เรื่องที่เราไม่สงสัยเลยก็คือ 16M เป็นรถที่ตอบสนองฉับไวและยึดอยู่กับถนนได้อย่างยอดเยี่ยม คุณสามารถซิ่งมันผ่านโค้งสลับซับซ้อนที่เรียงตัวต่อกันเป็นหางว่าวได้โดยที่หัวใจไม่เต้นทะลุหน้าอกออกมา และรู้สึกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม แฮนด์ลิงแม่นยำและเป็นธรรมชาติ ข้อมูลที่ส่งกลับมาหาคุณละเอียดอ่อน ทำให้คุณรู้ว่าแรงยึดเกาะกำลังเพิ่มขึ้นหรือลดลงในตอนนั้น มันเป็นรถที่ตอบแทนคนขับมาก

หลังจากผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ บุคลิกแบบขาวกับดำของเสียงเครื่องยนต์ก็ชักจะเริ่มดูขัดแย้งกับบุคลิกของ 16M ทั้งคัน คุณสามารถทำให้มันกลมกล่อมมากขึ้นได้ระดับนึง แต่ทุกครั้งที่คุณกดคันเร่งลึกทีไร เสียงจากท่อไอเสียนั่นก็จะปะทุขึ้นมาทุกที จากนั้นพอผ่านไปหลายไมล์มากขึ้น คุณก็จะเริ่มค้นพบว่าเสียงของมันไม่ได้มีแค่เงียบสุดกับดังสุดเท่านั้น การตบแป้นแพดเดิลชิฟท์เพื่อเปลี่ยนเกียร์ที่รอบต่ำโดยที่เท้ายังคาอยู่บนคันเร่ง จะทำให้มันมีเสียงปุงปังออกมาจากท่อไอเสียได้ด้วยในตอนเปลี่ยนเกียร์ขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากของคุณ เครื่อง V8 Flat-plane ยังมีนิสัยให้อีกด้านให้คุณได้ค้นหา ด้วยการใช้แพดเดิลชิฟท์ล็อกไว้ที่เกียร์ต่ำแล้วลากรอบดึงแรงบิดออกมา ซึ่งมันก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องออกแรงอะไรมากเลยด้วยน้ำหนักอันเบาบางของ 16M มันอาจจะหนักกว่า Scud coupe อยู่ 90 กิโลกรัม แต่ที่ 1,440 กิโลกรัม ก็ยังถือว่าเบาเอาเรื่องอยู่ ตัวเลขจาก Ferrari บอกว่ามันใช้เวลาไปถึง 62 ไมล์/ชั่วโมง ช้ากว่าเดิมอยู่สัก 0.2 วินาที (3.7 วินาที) และแอโรไดนามิกส์ที่ด้อยกว่าเล็กน้อยก็ทำให้ความเร็วสูงสุดของมันถูกตรึงไว้ที่ 196 ไมล์/ชั่วโมง ต่ำกว่าแฝดต่างฝาของมันอยู่ 2 ไมล์/ชั่วโมง เพราะฉะนั้นมันจึงยังเร็วเหลือเฟือ ความมันส์ยังมีสัมผัสกันจนกระทั่งถึงเฮือกสุดท้าย เมื่อคุณบิดกุญแจดับเครื่อง ท่อไอเสียจะยิ่งเสียงบูมนิ่มๆ ออกมาในจังหวะที่วาล์วท่อไอเสียเปิดก่อนเครื่องจะดับลงด้วย

ในฐานะแฟน Scuderia ผมสงสัยนิดหน่อยในตอนแรกว่า 16M จะขับได้คล่องเท่า Berlinetta และทำให้มันสมเหตุสมผลกับราคาที่แพงกว่าในตอนนี้ได้ไหม แต่ปรากฏว่ามันก็ทำได้ใกล้เคียงทีเดียว และถ้าคุณไม่เคยขับ Coupe มาก่อน เจ้ารถรุ่นหลังคาอ่อนจะทำให้คุณรู้สึกว่ามันเป็นรถสำหรับนักขับที่ถูกสร้างมาอย่างยอดเยี่ยม มีสมรรถนะเจ๋ง และน่าตื่นเต้นเวลาขับแล้ว มันจะไม่ทำให้คุณรู้สึกเลยว่านี่คือรถที่ถูกจับมาหั่นหลังคาออก

ตอนออกใหม่รุ่น Coupe ตั้งราคาไว้ที่ราว 173,000 ปอนด์ ซึ่งก็บังเอิญว่าเท่ากับราคาเฉลี่ยในตลาดมือสองตอนนี้พอดี ส่วนรุ่น 16M เคยมีราคา 200,000 ปอนด์ ตอนออกใหม่ แต่ตอนนี้อยู่ที่ 250,000 แล้วและก็กำลังจะแพงกว่านี้ คุณคงจะต้องให้น้ำหนักกับเรื่องจำนวนของมันที่มีน้อยกว่าและการเป็นรถที่เอาไว้ขับโชว์ด้วยเพื่อที่จะทำให้ราคาที่แพงกว่าอยู่ 80,000 ปอนด์ ดูสมเหตุสมผล แต่เรื่องสำคัญที่สุดเห็นจะเป็นการที่คุณต้องยอมรับนิสัยสองบุคลิกของ 16M ซึ่งพลิกจากสุขุมมาเกรี้ยวกราดได้ด้วยการกระดิกคันเร่งแค่นิดเดียวให้ได้นั่นล่ะครับ

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *