Testarossa 110 – Excess All Areas

Testarossa เป็นรถเก่าขึ้นชั้นถ่ายเป็นโปสเตอร์ในยุค 80s และ เป็นคันสุดท้ายของ Ferrari ที่ใช้เครื่อง flat-12 แต่ว่าปัจจุบันมันควรค่าแก่การจับจองเป็นเจ้าของหรือไม่

Testarossa เผยตัวตนต่อสาธารณะอย่างหรูหราคู่ควรในเดือนตุลาคม ปี1984 ด้วยการเปิดตัวอย่างระยิบระยับที่คลับ Lido อันโด่งดังในกรุงปารีส โดยหย่อนรถลงจากด้านบนสู่แท่นด้านล่างที่สาดส่องไปด้วยแสงสปอตไลท์ มีทั้งควันจากน้ำแข็งแห้งและเหล่าสาวนักเต้น นี่คือรถที่เปรียบประดุจคำแถลงการณ์ของผู้ผลิตและเป็นรถที่สามารถปรับตัวเองเข้ากับทุกยุคทุกสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

จริง แล้ว 1984 เป็นปีทีดีของ Ferrari นับตั้งแต่มีการเปิดตัว 288 GTO ซึ่งเราได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องยนต์ไปแล้วตรงไหนสักที่หนึ่งในนิตยสาร Enzo แม้ว่า GTO เป็นเครื่องจักรที่มีความพิเศษมากแต่ Testarossa เป็นสิ่งสำคัญในแง่ของงบดุลบัญชี เพราะคันนี้เป็นเรือธงของการผลิตครั้งใหม่ แทนที่ Berlinetta Boxer ที่อยู่มายาวนาน เป็นรถที่ออกแบบมาโดยหมายตาไปที่ตลาดสหรัฐอเมริกา และประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยมีช่วงชีวิตยาวนานถึง 12 ปี และมี 3 เจนเนอเรชันที่แตกต่างกัน และมันก็ถูกขายไปได้เกือบ 10,000 คัน

สำหรับ Ferrari แล้วเครื่องยนต์เป็นกุญแจสำคัญเสมอมา เป็นเวลาหลายปีที่ BB512i ไม่สามารถผ่านด่านกฎควบคุมไอเสียของสหรัฐอเมริกาได้ ดังนั้นการปรับปรุงเครื่องยนต์ flat-12 อย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้ว่าความจุจะคงอยู่ที่ 4,943 ซีซี มันมีวาล์ว 4 ตัวต่อสูบ โดยระบบหล่อลื่นแบบ dry sump ทำให้ตัวเครื่องถูกติดตั้งต่ำลงมาได้ และด้วยระบบหัวฉีดกลไก K-Jetronicของ Bosch และระบบจุดระเบิดอิเล็กทรอนิกส์ Marelliทำให้มันไม่เพียงแต่จุดระเบิดได้แม่นยำและสะอาดขึ้น แต่ยังให้พลังได้เต็มขั้นเพิ่มจาก 345 แรงม้าไปถึง 385 แรงม้า ได้อย่างน่าประหลาดที่แค่ 6,300 รอบต่อนาที ซึ่งก็มากพอที่ทำให้รถรุ่นใหม่นี้วิ่ง 180 ไมล์ต่อชั่วโมงได้จริง นอกจากนี้ แน่นอนว่าฝาครอบวาล์วที่มีสีแดง ทำให้ Ferrari ฟื้นคืนชีพภาพลักษณ์ในอดีตที่มีชื่อว่าหัวแดงซึ่งก่อนหน้านี้เรียกชื่อนี้เฉพาะซีรีย์ของรถแข่งยุคทศวรรษปี 1950 ที่เวลานั้นมันค่อนข้างจะดุดิบ

แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนพูดถึงมากก็คือภาพลักษณ์ที่เห็น รูปร่างหน้าตาของ Testarossa ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยทีมนักออกแบบคนรุ่นหนุ่ม ที่ Pininfarina แต่มีคนเก่าชั้นครูอย่างนาย Leonardo Floravanti ดูแลอยู่ สิ่งที่เห็นมีลักษณะที่น่าตื่นใจ ช่องระบายอากาศเป็นลายครีบใช้รีดอากาศเริ่มจากประตูทั้ง 2 ข้างไปจนถึงปีกแผงหลังที่บานออก ปีกบานออกเนื่องจากหม้อน้ำย้ายจากด้านหน้าของแบบ BB ไปข้างใดข้างหนึ่งของเครื่อง Testarossa เพื่อช่วยทำให้เครื่องยนต์และห้องคนขับรถเย็น ครีบถูกเพิ่มเข้าไปเพราะการระบายอากาศแบบเปิดเต็มที่ในพิกัดขนาดนั้นไม่ได้รับอนุญาตในบางตลาด โดยมีสิ่งที่น่าดูอีกอย่างในเวอร์ชันเปิดตัว ก็คือ กระจกมองข้างเดี่ยว ที่ติดตั้งค่อนข้างสูงบริเวณฝั่งคนขับ โดยรวมแล้วมันเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก BB ที่ค่อนข้างอาจหาญและแน่นอนว่ามันเปลี่ยนจากสิ่งอื่น ของ Ferrari และ Pininfarina ที่เคยเห็นกันมาก่อนหน้านี้ด้วย

จริง แล้วแม้มีภาพที่ดราม่าและบั้นท้ายกว้าง Testarossa ก็ใช้งานได้ดีด้วย ดีมากกว่าซุปเปอร์คาร์ที่วางเครื่องยนต์วางกลางอีกหลายรุ่น เสา A-pillars ที่ผอมบางและกระจกด้านข้างที่ลึก ทำให้สามารถมองเห็นท้ายได้ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่กระจกมองข้างแบบมาตรฐาน ถูกนำมาแทนที่แบบที่เป็นกระจกเดี่ยวจากรุ่นแรกสุด (เดี๋ยวนี้เรียกกันว่ารถ monospecchio)

ห้องคนขับโปร่งและกว้างอย่างไรก็ดีคนที่สูงกว่า 6 ฟุต 2 นิ้วอาจจะรู้สึกว่าศีรษะเสียดสีกับที่บุภายในของหลังคาได้ มีที่เก็บของด้านหน้าพอสมควร เป็นโบนัสจากการย้ายหม้อน้ำไปด้านหลังและกว้างพอที่จะใส่กระเป๋าสัมภาระแบบเบียด กันได้ และยังมีที่เก็บของพิเศษตรงหลังที่นั่งอีก Ferrari ยังให้ชุดกระเป๋า 6 ใบ ซึ่งเป็นหนึ่งในออพชันซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นของมีมูลค่าสูง อุปกรณ์มาตรฐานรวมระบบแอร์ หน้าต่างและกระจกไฟฟ้า

หลังจาก 8 ปีแรกของการผลิตและขายไปได้มากกว่า 7,000 คัน Testarossa มีการปรับระบบสำหรับโมเดลปี 1992 และ relaunch ในชื่อ 512 TR เครื่องยนต์มีการปรับปรุงใหม่หลายอย่าง เช่น Liner เคลือบ Nikasil ชุดควบคุมเครื่องยนต์ใหม่ของ Bosch ระบบท่อไอดีใหม่ วาล์วที่ใหญ่ขึ้น ปรับปรุงระบบไอเสีย และอื่น อีก ทำให้เพิ่มกำลังได้ถึง 428 แรงม้า อัตราเร่ง 0-62 ไมล์ต่อชั่วโมง ลดเหลือ 4.8 วินาทีและเพิ่มความเร็วสูงสุดเคลมไปที่ 195 ไมล์ต่อชั่วโมง คันเกียร์ที่ค่อนข้างเกะกะถูกปรับใหม่ และนำคลัทช์แผ่นเดียวแบบใหม่มาใช้เพื่อลดความพยายามที่ต้องใช้ในการเปลี่ยนเกียร์ ยกระดับระบบเบรก (ABS มาในรุ่น TR แต่ไม่ทั้งหมดทุกแบบ) ระบบกันสะเทือนปรับใหม่ ยางหน้ากว้างขึ้นเพื่อช่วยในการ handlingได้ดีขึ้น

หลังจาก 2 ปีและขายได้เพิ่มอีก 2,261 คัน เวอร์ชันสุดท้ายก็คือ F512 M (M ย่อมาจาก modificata) เปิดตัวในปี 1994 ฝูงม้าเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เป็น 440 แรงม้า และชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ที่เบาขึ้น ซึ่งหมายความว่า เครื่อง flat-12 สามารถหมุนไปได้ถึง 7,500 รอบต่อนาที ช่วยลดเวลาการเร่งไปได้หนึ่งหรือสองในสิบส่วน  โดยภาพภายนอกแล้วมันไม่สามารถทำให้ทุกคนชอบได้ ไฟหน้าแบบอยู่กับที่มาแทนแบบ Pop-Up เก๋ ไฟท้ายกลมที่ดูไม่ค่อยเข้ากันและล้ออัลลอยด์แบบ split-rim ที่สะท้อนแสงวุ้งวิ้ง ว่ากันโดยเทคนิกแล้วเวอร์ชันนี้เป็นรถที่ดีขึ้น แต่ความ pure ในแบบเดิม หายไป (ถ้าคุณชอบอ่านเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระหว่างโมเดล ไปที่ red-headed.com ตรงที่เขียนว่าความรู้เกี่ยวกับ Testarossa)

ในแบบสุดท้าย นักสู้ที่อายุมากแล้วอยู่มาได้อีก 2 ปีและขายได้ 501 คัน รวมแล้วทั้งตัวปรับปรุงต่าง รวมกันขายได้เกือบ 10,000 คัน ตลอดช่วงอายุ 12 ปี โดยTestarossa พวงมาลัยขวาสำหรับอังกฤษมีจำนวน 438 คัน และอีก 50 คันสำหรับ 512 TR และอีก 41 คัน สำหรับ F512 M ที่ไม่มีอีกแล้ว

Dean Pallett ผู้จัดการฝ่ายบริการที่ Graypaul Nottingham บอกว่าผ่านตามาเยอะทีเดียวในช่วงหลายปี เขาเป็นแฟนตัวยงของรถตระกูลนี้และพูดว่า คนอยากซื้อไม่ควรจะกลัวอะไรมากเกินไป ตราบใดที่พวกเขาตระหนักถึงปัญหาแฝงที่จะเกิดขึ้น รับได้กับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และไม่ให้ความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผล (หรือกระเป๋าเงิน) สิ่งที่เหมือนเดิมคือการหารถที่ขยันเข้ารับบริการถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับที่นี่

Testarossa ออกแบบด้วยการแยกซับเฟรมสำหรับเครื่องยนต์ เป็นความคิดเพื่อให้ยกออกได้ง่ายสำหรับงานซ่อมใหญ่ เช่นการเปลี่ยนสายพานไทมิ่ง เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องพิจารณาอย่างดีเมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายประจำของการใช้งาน Ferrari เก่า ความจริงแล้ว เครื่องยนต์ ระบบเกียร์และระบบกันสะเทือนหลังล้วนสามารถถอดสลักและหย่อนเป็นชิ้นเดียวลงจากใต้ท้องรถได้

งานสายพานไทมิ่งสำหรับรถ 512 TR และ M เป็นงานที่ยากกว่า เพราะ subframeหลังถอดสลักออกไม่ได้’ Dean กล่าวถึงแม้ว่าโดยรวมแล้วไม่มีอะไรมากนักในแง่ของค่าใช้จ่าย

ไม่ว่าเวอร์ชันไหนที่คุณจับจ้องอยู่ แนะนำให้เป็นคันที่เข้าศูนย์ทุกปี เพื่อให้มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันและตรวจเช็คสภาพทั่วไปทุก ปี น้ำมันเกียร์เปลี่ยนทุก 2 ปีและเปลี่ยนสายพานไทมิ่งทุก 3 ปี นั่นเป็นเรื่องใหญ่ที่เห็นได้ชัด มันใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง เมื่อถึงเวลาเรารับจัดการให้ได้ในราคาประมาณ £2,500 รวมแวต ทั่วไปแล้ว Testarossa เป็นรถที่ดี ในแง่การบำรุงรักษา

โดยพื้นฐานแล้วเป็นเครื่องยนต์ที่แข็งแกร่ง ถ้าคุณกำลังมองหา Testarossa สักคันหนึ่ง ตรวจดูว่ามันสตาร์ทตอนเครื่องเย็นๆ ได้โอเคไหม มันวิ่งเรียบตอนเครื่องอยู่ในอุณหภูมิการทำงานและสตาร์ตติดง่ายไหม จะมีปัญหาบ้างกับระบบหัวฉีด ซึ่งค่าซ่อมอาจจะแพง ตัว 512 TR และ M ดีกว่าในเรื่องนี้เพราะเป็นหัวฉีดเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกเต็มขั้นขณะที่ Testarossa ยังกึ่ง แมคคานิก

ตรวจสอบดี เรื่องน้ำมันรั่วจากเครี่องยนต์ เป็นการซ่อมที่ใช้เวลานาน สำหรับชุดเกียร์เมื่อน้ำมันเริ่มอุ่น ตรวจดูเกียร์แต่ละช่องว่าเข้าง่ายหรือไม่ และคอยฟังเสียงหอนของลูกปืนเฟืองท้าย อาจจะมีลูกปืนเฟืองท้ายบางลูกที่สึกหรอหรือแตกไป

ตัวโครงสร้าง Testarossa ทำตามข้อปฏิบัติของ Ferrari ที่ทำกันมานานของการมีเฟรมเหล็ก tubular steel รองรับตัวถังที่ส่วนใหญ่เป็นอลูมิเนียม (เฉพาะหลังคาและประตูที่เป็นเหล็ก) ‘จุดผุหลักที่ต้องตรวจสอบคือ ซับเฟลมด้านหลัง ซึ่งมันก็ไม่ได้ดีกว่าหรือแย่กว่ารถคันไหน ในอายุคราวเดียวกัน’ Dean กล่าวไม่มีตรงไหนเป็นพิเศษที่มีปัญหาสำหรับตัวถัง ไม่เหมือนกับ 355 ที่มีปัญหาเรื่องการผุกร่อนในส่วนที่เป็นครีบยันที่ติดกับปีกท้าย

บู๊ชยางที่เสียแล้วมักจะเป็นเหตุที่ทำให้เกิดเสียงประหลาดจากระบบกันสะเทือน แต่ชิ้นส่วนทุกชิ้นมีให้เปลี่ยนเราซ่อมฟื้นฟูระบบกันสะเทือนมา 4 หรือ 5 คันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนบู๊ชยางทั้งหมดทาสีปีกนกใหม่และอื่น ซึ่งอาจจะได้เห็นการซ่อมใหญ่ไปจนถึงขั้นโอเวอร์ฮอลระบบกันสะเทือน 6-7 ครั้ง

จำไว้ว่ารถรุ่นแรก ใช้ยางมิชลิน TRX ขนาดล้อที่เป็นรหัสเมตริก (บางทีเราเรียกว่า Betamax ของยาง) และไม่สามารถจะหายางสำหรับล้อหลังได้อีกแล้ว การเปลี่ยนมาใช้ล้อ 16 นิ้วแบบทั่วไป ซึ่งยังคงเป็นล้อ knock-off แบบน็อตเดียวด้วยเหมือนกับในรูป มีมาในช่วงโมเดลปี 1986 และผู้เชี่ยวชาญด้านยาง Longstone แนะนำว่าควรเปลี่ยนล้อเป็นขนาด 16 นิ้ว ซึ่งยังมียางดี หาได้โดยทั่วไป (Longstone แนะนำ Michelin Pilot Sports ซึ่งมาในราคา £289 ต่อล้อสำหรับด้านหน้า £446 สำหรับล้อหลัง) ตั้งแต่ปี 1988 ล้อเปลี่ยนเป็นแบบทั่วไป 5 สลักเกลียว ซึ่งมียางดี ให้เลือกใช้ได้ทั่วไป

ล้อของ M ต้องตรวจสอบอย่างดี’ Dean กล่าวเพราะว่ามันเป็นแบบ split-rims ที่มักเกิดการสนิมได้ง่ายและทำให้ลมรั่ว

เหมือนกับรถทั่วไปในอายุเดียวกัน มันเป็นเรื่องของรายละเอียด เครื่องมือ ระบบไฟ สวิตช์ ขอบยาง ซึ่งมักจะแพงเกินเหตุสำหรับการซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่ถ้าบางอย่าง เช่น เกจ์วัดแรงดันน้ำมันไม่ทำงาน คุณต้องเร่งหาชิ้นส่วนตอนนี้’ Dean กล่าวถึงแม้คุณยกเครื่องหรือซ่อมทุกสิ่งแล้ว ตรวจดูอีกว่าฮีตเตอร์ทำงานอยู่หรือเปล่ารวมทั้งแอร์คอนดิชั่น มอเตอร์กระจกด้วย เราเคยเห็นปัญหา มันสำคัญว่าคุณต้องให้เวลากับมันและมั่นใจว่าทุกอย่างทำงานอย่างที่ควรจะเป็น

ราคาค่าตัว Testarossa บางช่วงบางตอน เป็นอะไรที่ขึ้น ลง ในช่วงหลายปี ในช่วงกลางและปลายทศวรรษ 80 ตัวใหม่ มักเปลี่ยนมือกันในราคาพรีเมียม ต่อมาก็พังหมด จนถึงกลางทศวรรษปี 90 รุ่นแรก ขายกันแค่ £20,000 หลังจากนั้นก็ค่อย ฟื้นตัวขึ้น และประมาณ 5 ปีที่แล้ว ราคาขยับตัวขึ้นไปที่เลข 6 หลักลากเอาราคารถอย่าง 288 GTO ตื่นตัวตามไปด้วย แต่แน่นอนว่า Testarossa ไม่ได้หายากเหมือน GTO ระยะก่อนหน้านี้ไม่นานความร้อนแรงก็หายไป ทำให้กลับมาสู่ภาวะความเป็นจริงมากขึ้น ทุกวันนี้คุณสามารถหาตัวที่มีเลขไมล์สูง ในราคาประมาณ  £80,000 และตัวเลขไมล์ต่ำ ที่ประมาณ £120,000 โดยตัว monospcchios เป็นที่ต้องการและได้ราคาดี

นักเล่นรถซุปเปอร์คาร์และนักสะสมชื่อดัง อย่าง Harry Metcalfe   ซื้อรุ่นปี 87 ในปี 2014 ‘ผมอยากได้รุ่นแรก รถก่อนยุค catalyst รถที่มีล้อน๊อตเดียวแบบknock-on ไม่ใช่แบบเดียวกับข้างบน และยางรหัสเมตริก TRX’ เขากล่าว Harry จ่ายไป £47,500 ต่ำกว่าราคาตลาดในตอนนั้น เป็นคันที่ประกันแทงบัญชีออก ตอนที่ราคาลดลงต่ำสุด ซึ่งหมายความว่าเขาจะสบายใจกับการใช้รถคันนั้นได้มากกว่าเจ้าของรถคนอื่น และเขาใช้งานมันซึ่งรวมถึงการเดินทางในตำนานข้าม Morocco ด้วย (บทความใน Enzo ฉบับ 1)

เมื่อเทียบกับ Countach แล้วมันละเมียดละไมกว่า ทัศนวิสัยเห็นได้ง่ายกว่า ด้วยที่นั่งที่ดีกว่า วิทยุได้ยินแม้กำลังกดเต็มๆ บนมอเตอร์เวย์ และแอร์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า นอกจากนี้ยังมีอัตราความสิ้นเปลือง 20 ไมล์ต่อแกลลอน วิ่งได้เกือบ 400 ไมล์ ระหว่างปั๊ม

การเดินทางในตำนานยังมีอีก เป็นการเดินทาง 2,000 ไมล์ไป French Riviera ‘มันเป็น GT ดี นี่เองเขากล่าวมันตะบึงไปได้ไกล โดยคนขับไม่เหนื่อย และระบบควบคุมทั้งหมดทำงานได้อย่างสวยงาม ไม่มีพวงมาลัยพาวเวอร์ แต่ยางหน้าแคบทำให้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็รู้สึกง่ายที่จะอยู่กับมัน

สำหรับตัวตัดแต้ม โครงสร้างมันไม่ใช่จุดแข็งที่สุด หากใช้แม่แรงยกผิดที่ผิดทาง มันจะงอและทำให้กระจกร้าว แบตเตอรี่อาจจะหมดใน 2 สัปดาห์ได้ ถ้าไม่ชาร์จแบบทริคเคิ้ลอยู่เรื่อย ปล่อยนานไปก็จะเจอกับปัญหาระบบหัวฉีด เหมือนอย่างเคย สิ่งที่ดีที่สุดคือการใช้งานมัน และรถของ Harry ยังคงใช้ได้ดี ความจริงแล้วคุณสามารถเห็นในชีรีย์ J Clarkson และเพื่อน ที่ใช้มันอย่างมีความสุข ในตอน The Grand Tour ที่ออกฉายในเดือนมีนาคม

สำหรับซีรีย์ TR ถูกแทนที่ในฐานะเรือธง โดย 550 Maranello ตัวแรก ของซีรีย์ใหม่ซุปเปอร์ GT เครื่องหน้า เป็นรถดีทีเดียว แต่ว่า 550 ไม่มีดราม่าแบบเดียวกันความรู้สึกแบบเหตุการณ์ใหม่ ความ exotic ที่มากับ Ferrari เครื่องวางกลาง flat-12 นับได้ว่า Testarossa เป็นคันสุดท้ายของแถวขบวนที่ยิ่งใหญ่จริง

What the road testers said at the time

การออกตัวให้ถูกต้อง ต้องที่ประมาณ 4,500 รอบต่อนาที กดคลัทช์ลงอย่างช่ำชองและได้ยินเสียงคริกคริก ระหว่างเกียร์ 1 และ 2 รถ Ferrari คันใหญ่ขยับตัวแรงและพุ่งไปยังขอบฟ้าด้านหน้า บันทึกเวลาได้ 0-60  ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 5.2 วินาทีและ 0-100 ไมล์ต่อชั่วโมง ใน 11.4 วินาที ระหว่างเกียร์ 4 และ 5 ที่ทำได้นั้น ย้ำสถานะของ Testarossa ในฐานะดาวเด่นของ ซีเนียร์ลีก มันเป็นความกว้างอย่างเหลือหลายของ power band เครื่อง flat-12 ที่ชวนให้ตกตะลึง

ให้ความรู้สึกพอใจในความมั่นคงแข็งแรงและแม่นยำเมื่อทำได้ถูกต้อง สำหรับการเปลี่ยนเกียร์ open-gate แบบดั้งเดิมแต่อย่างไรก็ดีมันทั้งหนักและกว้าง ต้องใช้มือที่มั่นคงและเชื่อใจได้เพื่อจะเข้าได้ถูกช่องทุกครั้ง อย่างน้อยคลัทช์จะไม่เพิ่มความยุ่งยากในการเปลี่ยนเกียร์ และถึงแม้ว่าจะหนักเมื่อเทียบกับมาตรฐานปรกติ แต่ก็ทำได้โดยเรียบร้อยสวยงามและนุ่มนวล

คิดเองว่า Testarossa มีสุ้มเสียงและให้ความรู้สึกว่าสมูทและเป็นแมนกว่า Porsche 911 Carrera ด้วยเสียงสดใสมีเสน่ห์ อัตลักษณ์ของครอบครัว Farrari ที่แน่   คือมีการตอบสนองของคันเร่งที่เป็นธรรมชาติ เป็นความง่ายอย่างสุดยอด เวลาที่สูบทั้ง 12 วิ่งไปถึงขีดจำกัดที่7,000 รอบต่อนาที

Testarossa ตอบสนองต่อทุกอินพุทอย่างวางใจได้เสมอ เข้าโค้งหักศอก เร็วไปนิดหนึ่งหน้าจะส่าย ขณะที่เร่งเครื่องแรงช่วงเกียร์ 2 ตอนอยู่ในโค้งจะทำให้เกิดอาการท้ายปัดจากการโอเวอร์สเตียร์ เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขอย่างแม่นยำและฉับพลัน ข่าวดีก็คือมันสามารถทำอย่างรวดเร็วได้ง่ายมาก โดยสรุปแล้ว Ferrari คันใหญ่ สามารถจัดการได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจได้ ตราบใดที่ไม่มีการบุ่มบ่ามข้ามขีดจำกัดของมัน และคุณควรรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ Testarossa อาจจะไม่ใช่รถที่เร็วที่สุด หรือ handling ได้ดีที่สุดของตระกูล แต่ชัดเจนว่ามันเป็นรถที่ยังคงยิ่งใหญ่ที่สุดคันหนึ่งของโลก Autocar& Motor, Dec 21, 1988

Specification 

ENGINE Flat-12, 4943cc

MAX POWER 390bhp @ 6300rpm

MAX TORQUE 362lb ft @ 4500rpm

TRANSMISSION Five-speed manual,

rear-wheel drive, limited-slip diff

SUSPENSION Front and rear:

unequal-length double wishbones,

coil springs, telescopic dampers,

anti-roll bar BRAKES Vented discs,

309mm front and rear WHEELS 8 x

16in front, 10 x 16in rear, all alloy

TYRES 225/50 VR16 front, 255/50

ZR19 rear WEIGHT 1708kg POWER

TO WEIGHT 232bhp/ton

0-60MPH 5.2sec TOP SPEED

180mph PRICE NEW £91,195 (1988)

VALUE TODAY £80,000-£150,000

Share

ใส่ความเห็น