TIME FOR T

เราเคยขับ GTC4 Lusso เครื่องยนต์ V12 กันมาแล้ว คราวนี้คือน้องเล็กที่มาพร้อมขุมพลัง V8 และระบบขับเคลื่อนล้อหลัง

นี่คือรถที่ให้สุ้มเสียงน่าลุ่มหลง ความคล่องตัวหาตัวจับยาก และความเร็วที่ทำให้ทุกสายตาถึงกับลุกวาว

ถ้าคุณเป็นคนประเภททำอะไรตามตรรกะที่เริ่มต้นอ่านหนังสือจากด้านหน้าไปด้านหลัง แสดงว่าคุณเพิ่งจะอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับรถรุ่น GTC4 Lusso เครื่องยนต์ V12 โฟร์วีลไดร์ฟไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนรถคันนี้ที่เรากำลังมีอยู่ในมือเวลานี้คือ GTC4 Lusso T สังเกตว่ามีตัว T ห้อยท้ายมาด้วย แสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยบางอย่างเกิดขึ้น ความจริง..แม้ว่าจะมีชื่อยาวขึ้นกว่าเดิม ก็ไม่ได้ทำให้คาแรกเตอร์ที่น่าสนใจของ GTC4 หดหายไปแต่ประการใด

Lusso T นำอะไรใหม่มาให้เรา คำตอบคือการหายไปของฮาร์ดแวร์บางรายการ ในจำนวนนั้นรวมถึงเพลาขับด้านหน้า ดิฟเฟอเรนเชียล ที่สำคัญคือการยกเครื่องยนต์เดิม 12 สูบออกแล้วใส่ตัวใหม่ลงไป ผลคือการแปลงร่างจาก GTC4 เครื่องยนต์ 12 สูบที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ กลายเป็น GTC4 เครื่องยนต์ V8 ขับเคลื่อนล้อหลัง แต่เนื่องจากเป็นเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ ทำให้แม้ขนาดจะเล็กลง Lusso T ก็ยังให้กำลังสูงถึง 603 แรงม้า น้อยกว่าเครื่องยนต์ V12 แค่ 77 แรงม้าเท่านั้นเอง น่าสนใจอีกว่าสามารถให้แรงบิด 561 ฟุตปอนด์อันเป็นผลมาจากน้ำหนักเครื่องยนต์ที่ลดลง 55  กิโลกรัม แรงบิดนี้…”มากกว่าของเดิม 47 ฟุตปอนด์ ผลลัพธ์ที่ได้คือ Lusso T ทำความเร็วจาก 0-97 กม./ชม.ในเวลา 3.5 วินาที และความเร็วสูงสุดก็ดร็อปลงมาแค่นิดเดียวจาก 208 ไมล์ต่อชั่วโมง เป็น 199 ไมล์ต่อชั่วโมง

สิ่งที่เป็นประโยชน์มากคือเครื่องยนต์ V8 นี้ทำให้ Lusso T ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 32% ลดอัตราการก่อไอเสียจากเดิม 350 กรัมต่อ กม. เหลือ 265 กรัมต่อ กม. สุดท้าย…Lusso T เพิ่มโอกาสในการเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ด้วยสนนราคาที่เราต้องจ่าย 199,285 ยูโร

ดังนั้น สรุปตรงนี้ว่า GTC4 V8 คือเวอร์ชั่นที่ช้าลงจากรุ่นเครื่องยนต์ V12 แต่ว่าในเชิงพาณิชย์ถือว่าดีกว่าเดิม ซึ่งถือว่านี่คือครั้งแรกจริง ที่ Ferrari เปิดโอกาสให้เรามีทางเลือกในรถรุ่นเดียวที่ผลิตออกมาจากด้วยขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 1 แบบ เพราะเป้าหมายก็คือการเพิ่มทางเลือก และทาง Ferrari เองบอกว่าต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าวัยหนุ่มสาวที่มีความพร้อมทางการเงินในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงราคาของ GTC4 จะยังห่างไกลเกินที่จะเรียกว่ารถราคาถูกแต่เชื่อว่าการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ดีกว่าเดิม 32% จะเป็นแรงดึงดูดที่เพิ่มสูงขึ้นของรถรุ่นนี้

คนที่ซื้อ Lusso T จะไม่พบกับอาการขาดหายไปของอุปกรณ์มาตรฐานในการขับขี่ ถึงแม้ว่ารถรุ่นนี้จะมีการทำงานของคู่ล้อหน้าที่แตกต่างไปจากเดิม แต่ว่าระบบการบังคับเลี้ยวเดิมที่ดีมากอยู่แล้วในรุ่นเครื่องยนต์ V12 ก็ยังอยู่ โดย Ferrari ยังคงใช้ดิฟเฟอเรนเชียลที่ดีที่สุดของค่าย และลงมือปรับปรุงระบบควบคุมการทรงตัวของรถใหม่ให้ตอบรับกับขุมพลังใหม่ที่สวมลงไป ทำให้การสัดส่วนการกระจายน้ำหนักของ Lusso T อยู่ในตัวเลข 46:54 ซึ่งแตกต่างจากรถในตระกูล GT ทั้งหลายที่มีสัดส่วน 52:48 ผลที่เกิดขึ้นคือ Lusso T กลายเป็นรถที่มีความโดดเด่นมากในแง่ความคล่องตัว โดยไม่ได้สูญเสียความเร็วลงแต่ประการใด

ที่สัญญาได้ว่าความแรงและเร็วไม่เปลี่ยนแปลงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการออกแบบพวงมาลัยใหม่ที่ให้ความแม่นยำมากขึ้น พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกสบายมากขึ้น ทั้งปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ระบบ Manittino อัจฉริยะ และการวางตำแหน่งที่ยอดเยี่ยมของแพดเดิลชิฟท์ด้านหลังพวงมาลัย นอกจากนั้น คุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก น้อย จากแป้นเหยียบอัลลอย วัดรอบโทนสีเทา และแน่นอนคือตำแหน่งการนั่งขับแบบสปอร์ต ส่วนความกว้างในห้องโดยสารสำหรับการเป็นแฮตซ์แบ็ค 4 ที่นั่งอาจจะต้องทำใจบ้างเล็กน้อย แต่มั่นใจว่ามันจะไม่ทำให้ความประทับในจากประสบการณ์การขับขี่ลดน้อยลง เพราะทันทีที่กดปุ่มสตาร์ทสีแดง เครื่องยนต์ V8 3.9 ลิตรก็ถูกปลุกให้ตื่นมาคำรามในเสี้ยววินาที

การเปิดตัวเกิดขึ้นบนเส้นทางคดเคี้ยวเงียบ ใกล้เมือง Sienna ในเวลาไม่นานเลยที่คุณจะคุ้นและพบว่า GTC4 ไม่ได้ยอมลดลาวาศอกให้กับความสมบูรณ์แบบเลย จากการปรับปรุงทั้งหมดที่เกิดขึ้น สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนมากคือความคล่องแคล่ว แม่นยำในการทำงานของระบบบังคับเลี้ยวทั้งระบบที่สามารถพาเราผ่านโค้งคดเคี้ยวได้อย่างเป็นธรรมชาติ และมั่นใจ ด้วยความแรงอาจจะทำให้แรก ที่ขับ คุณอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยมากนัก แต่หลังจากนั่งหลังพวงมาลัยไม่นานก็จะพบเองว่า นี่คือรถที่มีระบบการบังคับเลี้ยวและการทรงตัวที่ยอดเยี่ยมจริง พวงมาลัยแม่นยำสูง สั่งการเร็ว สั่งซ้ายไปซ้าย สั่งขวาไปขวาอย่างฉับพลันทันที

สิ่งที่ต้องยืนยันว่าจะเป็นอื่นไปไม่ได้เลย เพราะนี่คือรถที่มีความเร็วจัดจ้าน เครื่องยนต์ V8 ทำงานร่วมกับระบบส่งกำลังตามที่เราสั่งการผ่านชุดเกียร์ 7 จังหวะได้อย่างน่าประทับใจในความฉับไว และความไหลลื่นของกลไก ทุกอย่างไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากมิติความเป็นรถสปอร์ตจริง

เวลาใช้ความเร็วในทางโค้งเป็นอีกอย่างหนึ่งในการพิสูจน์ว่ารถทำมาดีแค่ไหน และสิ่งที่ได้พบจาก GTC4 คือ ความแม่นยำที่น่าพึงพอใจในการตอบสนองของระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ที่ไม่เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นเลยตั้งแต่ส่วนหน้ายันท้ายรถ เช่นเดียวกับการเกาะถนนที่แทบจะไม่มีจังหวะให้ตื่นตกใจหากไม่ขับแบบขาดสติเกินไป เพราะว่าความยาวของฐานล้อที่ยาวช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาแบบนี้ เช่นเดียวกับอานิสงส์ของระบบ ESP ที่ทำให้รถผ่านช่วงทางโค้งแคบ ไปได้อย่างไร้ปัญหา ความจริงผมอยากจะบอกว่าถ้าไม่มีระบบ ESP คุณก็จะได้รับอรรถรสอีกแบบในการขับรถคันนี้ เวลาเข้าโค้งคุณดริฟท์ได้เลย ส่วนการทำงานของระบบเบรก ซึ่งตามมาตรฐานของรถรุ่นนี้เป็นดิกส์เบรก คาร์บอนเซรามิก ขนาดใหญ่ ถือว่าภาพรวมค่อนข้างทำงานได้ดี แม้ว่าจะไม่มีอาการไม่พึงประสงค์ใด เกิดขึ้น แต่ว่าจะสมบูรณ์แบบมากขึ้นถ้าหากทุกครั้งที่สั่งการและเบรกจะตอบสนองดีกว่านี้

GTC4 เป็นรถที่คุณจะต้องโฟกัสกับการใช้งานพวงมาลัยตลอดเวลา จะปล่อยมือ หรือแม้แต่จับพวงมาลัยไม่แน่น ไม่กระชับ อาจจะทำให้คนที่นั่งมาด้วยใจหายใจคว่ำเอาได้ง่าย บวกกับการที่โช้คอัพที่ติดตั้งมาจากโรงงานเป็นโช้คอัพที่มุ่งตอบสนองความนุ่มนวลในการขับขี่ ดังนั้น ในบางสภาพคุณอาจรู้สึกเหมือนกำลังลอยอย่างคาดไม่ถึง แต่ไม่ต้องตกใจ บนพวงมาลัยมีกลไกให้ผู้ขับขี่สามารถปรับและควบคุมได้ตามที่ต้องการ ในส่วนเรื่องของความประณีตในการสร้าง ผมมองว่าไม่มีพื้นที่ที่ Ferrari ให้น้ำหนักมากในการพัฒนารุ่นนี้ ดังนั้น ความประณีตของการออกแบบให้ภายในเป็นรถที่นั่งแล้วสบายและรองรับการเดินทางไกลโดยไม่เมื่อยล้าเกินไปอาจจะไม่ใช่จุดเด่น แต่หากมองว่าเป็นรถประเภทนี้ที่มี 4 ที่นั่ง ก็ถือว่าอยู่ในระดับดี

อาจจะเป็นเรื่องที่เรียกว่าเกือบใช้คำว่าเซอร์ไพรส์ที่จะกล่าวว่า ที่นั่งด้านหลังของ GTC4 สามารถรองรับผู้ใหญ่ 2 คนนั่งยาวตลอดเส้นทางได้อย่างสะดวกสบาย เมื่อบวกกับการเป็นรถที่ออกแบบมาให้มีความนุ่มนวล จึงไม่ใช่ปัญหาหากจะนั่งเต็มและนั่งยาว ขณะที่ห้องเก็บสัมภาระถือได้ว่าออกแบบมาให้มีขนาดของพื้นที่เพียงพอสำหรับการบรรจุสัมภาระสิ่งของ โดยเฉพาะเมื่อปรับเบาะหลังลง อาจพูดได้ว่าหากเราเอา Lusso T รุ่นนี้ไปเปรียบเทียบกับรุ่นพี่ของมันที่พัฒนามาก่อน อาจจะแพ้นิด ในบางจุดบางมุมมอง ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณา แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือนี่แหละรถสปอร์ตสไตล์แฮตช์แบ็คที่น่าหลงใหล เสียงเร้าใจ คล่องตัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และเตะตาทุกการเคลื่อนไหว นอกจากนั้น ยังเป็นรถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างรอบด้านภายใต้ความสวยงาม ความหรูหรา อันเป็นเสน่ห์ที่หาได้เสมอจากยนตรกรรมของ Ferrari ทุกคัน.

GTC4 LUSSO T

เครื่องยนต์V8, 3855 ซีซี ทวินเทอร์โบ

กำลังสูงสุด 603 แรงม้า @ 7500 รอบต่อนาที

แรงบิดสูงสุด561 ฟุตปอนด์ @ 3000-5250 รอบต่อนาที

ชุดเกียร์ 7 จังหวะ, ขับเคลื่อนล้อหลัง และ ดิฟฟ์ไฟฟ้า

ระบบกันสะเทือน ด้านหน้า : ดับเบิลวิชโบน, คอยล์สปริง, โช้คอะแด๊ฟทีฟ และเหล็กกันโคลง

ด้านหลัง : มัลติลิงก์, คอยล์สปริง, โช้คอะแด๊ฟทีฟ และเหล็กกันโคลง

เบรก ดิสก์เบรกคาร์บอนเซรามิก ด้านหน้า 398 มม. ด้านหลัง 360 มม.

ระบบ ABS และ EBD ล้อ 8.5 x 20 นิ้วด้านหน้า, 10.5 x 20 นิ้วด้านหลัง

ยาง 245/35 ZR20  (หน้า), 295/35 ZR20 (หลัง)

น้ำหนัก 1920 กิโลกรัม อัตราสว่นกำลังต่อน้ำหนัก 360แรงม้า/ต้น

0-97 กม./ชม. 3.5 วินาที (ตามเอกสาร) ความเร็วสูงสุด 199 ไมล์/ชม. (ตามเอกสาร)

ราคาเริ่มต้น199,285 ยูโร.

Share

Leave a Reply